ท่าทีใหม่ของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะเดินสายเป็นคนกลาง พร้อมเจรจากับทุกฝ่าย ดูเหมือนว่าจะทำให้เกมการเมือง
ปรับเปลี่ยนไปสู่ “โหมดเลือกตั้ง” แต่หากไม่มี “โหมดปฏิรูป” เคียงคู่กันไป ก็จะหนีไม่พ้นว่าจะ “แท้ง” อีกรอบหนึ่ง
นักวิเคราะห์บางคน อาจตีความว่าคุณอภิสิทธิ์ประกาศว่า “ผมอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป” และเดินสายพบกับหลายฝ่าย โดยเริ่มที่ปลัดกระทรวงยุติธรรม และแกนนำด้านการปฏิรูปเพื่อหาทางออกให้ประเทศ กับนัดหมายผู้บัญชาการทหารสูงสุดนั้น อาจจะเป็นเพราะกลัวว่าจะ “ตกรถไฟ” หากไม่ปรับท่าทีให้สอดคล้องกับเกมการเมืองที่กำลังจะเดินถึง “ห้าแยก” ของวิกฤติอีกรอบหนึ่ง
แต่ไม่ว่าเหตุผลจริงๆ จะเป็นอย่างไร การที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่าพร้อมจะพูดจากับทุกฝ่าย และลดความกร้าวของจุดยืนเดิมที่เป็น “คู่กรณี” ในความขัดแย้ง มาเป็น “ผู้ประสานแสวงหาทางออก” อีกทั้งการที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่าพร้อมจะคุยกับทุกฝ่าย แม้กระทั่งจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ คุณทักษิณ ชินวัตร ผ่าน Skype และ ตั้งวงสนทนากับ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกทั้งยังจะไปพบกับ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เพื่อแสวงจุดร่วมและสงวนจุดต่างนั้น ย่อมเป็นจังหวะก้าวใหม่ที่น่าสนใจ
อย่างน้อยก็จะลดความตึงเครียดของสถานการณ์ และสร้างบรรยากาศของการหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ประเทศหลุดออกจากห้วงเหวแห่งความมืดมน ได้อย่างจริงจัง
แต่ความพยายามครั้งใหม่ของคุณอภิสิทธิ์ จะสำเร็จไม่ได้ หากไม่มีความชัดเจนว่า การ “ปฏิรูป” จะต้องขนานไปกับการ “เลือกตั้ง” อย่างเป็นรูปธรรม และมีกรอบเวลาสำหรับการบรรลุเป้าหมายของสองประเด็นนี้อย่างชัดเจน
เพราะว่าความหมายของการที่ประเทศจะกลับสู่ “โหมดประชาธิปไตย” อย่างแท้จริงนั้น จะต้องผสมผสานการปฏิรูปกับการเลือกตั้ง และต้องมีภาพชัดเจนว่าเราจะเริ่มต้นสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่ ด้วยกติกาที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องการเห็น และไม่ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง หรือ พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง มีอำนาจครอบงำประเทศชาติ
เพราะว่า ความสามารถผูกขาดอำนาจทางการเมือง และเศรษฐกิจของคนเพียงไม่กี่กลุ่มนี่แหละ ที่เป็นจุดอ่อนของสังคมไทยมาตลอด เราอาจจะไม่ได้สังเกตหรือรับรู้ถึงความเลวร้ายของมัน จนเกิดวิกฤติทางการเมือง ที่ลามไปถึงสังคมทุกด้าน จึงมาตระหนักว่าการป่วยอย่างหนักของประเทศชาตินั้น ความจริงมีอาการสั่งสมมาช้านานแล้ว
แม้ว่า คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แห่ง กปปส. จะประกาศว่า “ใครอย่ามาสะเออะ” ด้วยการเสนอตัวเป็นคนกลางเจรจา “ไม่ว่าจะเป็นคนที่ผมรู้จัก เคยทำงาน หรือสนิทสนมด้วย” (ซึ่งอาจจะหมายถึงคุณอภิสิทธิ์ในกรณีนี้) แต่ในท้ายที่สุดแล้ว หากว่าคุณสุเทพต้องการจะบรรลุเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง โดยไม่มีวาระที่ตนหรือกลุ่มตนจะเข้าสู่อำนาจการเมือง ก็จะต้องถกแถลงกับฝ่ายต่างๆ เพื่อหาทางออกร่วมกัน
หากว่าเป้าหมายตรงกัน นั่นคือ การเลือกตั้งจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป ทุกฝ่ายในความขัดแย้งก็จะต้องมาตกลงกันว่า “วิธีการ” ที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น จะทำเช่นไรให้อยู่ในกฎกติกาของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
การปฏิวัติไม่เป็นที่ยอมรับของใครทั้งนั้น
การพยายามทำให้เกิด “สุญญากาศทางการเมือง” ก็สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความสับสนวุ่นวายในการตีความรัฐธรรมนูญ
แต่ขณะเดียวกัน หากว่าคุณทักษิณและยิ่งลักษณ์ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. หรือผู้สนับสนุนรัฐบาลออกมารวมตัวกัน เพื่อกดดันกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ ก็จะไม่สามารถอ้างได้ว่าตนเดินตามกรอบรัฐธรรมนูญหรือต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่อาจจะปฏิเสธร่วมกระบวนการเลือกตั้งได้ตลอดไป
ดังนั้น หนทางการแก้วิกฤติ จึงไม่น่าจะยากเกินกว่าที่จะหาทางออกร่วมกันได้ และหากทุกฝ่ายเริ่มเห็นสัจธรรมว่าตนไม่สามารถจะได้ทุกอย่างที่ตนต้องการ เราก็ย่อมจะสามารถเห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำได้
ผมยืนยันว่า ทางออกประเทศไม่ได้ยากเย็น อย่างที่แต่ละฝ่ายพยายามจะสร้างภาพและเงื่อนไขในการต่อรอง
ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลต้องถอย ฝ่ายค้านต้องร่วมกระบวนการเลือกตั้ง กปปส.ต้องร่วมหาทางปฏิรูปบ้านเมือง ที่จะโยงกับการเลือกตั้ง ทั้ง กรอบเวลา เนื้อหา และ ตัวบุคคล
สูตรที่หลายฝ่ายได้เคยนำเสนอมาแล้ว วางบนโต๊ะการพูดคุย นั่นคือ ตั้งรัฐบาลรักษาการ ที่ทุกฝ่ายยอมเสียสละและยอมรับกันได้ เพื่อจัดการเลือกตั้งที่ไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการของคุณยิ่งลักษณ์
รัฐบาลชั่วคราวนี้ เรียกฟื้นความมั่นใจด้านเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมือง ด้วยการตั้ง “สภาการปฏิรูป” ที่มีตัวแทนจากทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้งกันขณะนี้ทำงานเคียงคู่กันไป
รัฐบาลชั่วคราว กับ กกต.จัดการเลือกตั้ง บนหลักการใหญ่ว่ารัฐบาลหลังเลือกตั้ง จะเป็น “รัฐบาลปฏิรูป” และนำเอาแนวทางและข้อเสนอจาก “สภาปฏิรูป” นี้ ไปทำให้เป็นความจริง ด้วยการเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ อย่างเปิดกว้าง จริงใจ และ โปร่งใส
คดีความและคำวินิจฉัยของกระบวนการยุติธรรม ก็จะต้องเดินหน้าตามกติกาบ้านเมืองที่เขียนเอาไว้ ส่วนจะแก้ไขปรับปรุงอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่กระบวนการปฏิรูปจะต้องทำกันตามกติกาต่อไป
หนทางข้างหน้าไม่ได้ตีบตันครับ ที่เป็นปัญหาก้าวข้ามไม่ได้ ก็คือ การคิดว่าฝ่ายตนจะต้องชนะตามเงื่อนไขของตนเท่านั้น
แค่คิดก็แพ้แล้วครับ









