ผมเชื่อว่า ไม่มีใครที่หวังดีต่อสายการบินแห่งชาติของเรา ไม่ต้องการเห็นการ ยกเครื่อง ครั้งใหญ่
เพื่อฟื้นฟูความเป็นเลิศและกลับไปสู่อันดับต้น ๆ ของสายการบินในภูมิภาคนี้
การบินไทย สามารถเป็นสายการบินระดับโลกได้ด้วยซ้ำ เพราะว่าในแง่ของบริการ ความสามารถของนักบิน การทำการตลาดและวิสัยทัศน์นั้นเราไม่ได้แพ้ใคร
ที่แพ้คนอื่น คือ โครงสร้างความเป็นเจ้าของ และระบบการบริหารที่ยังยอมให้ฝ่ายการเมือง สามารถเข้ามากำหนดความเป็นไปขององค์กร ที่มีความสำคัญต่อชื่อเสียง เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของประเทศชาติอย่างยิ่ง
การบินไทย เคยเฟื่องฟู เพราะว่าครั้งหนึ่งฝ่ายการเมืองยอมรับว่า ตัวเองไม่รู้เรื่องการบริหารธุรกิจที่ต้องแข่งขันระดับโลก จึงยอมปล่อยให้นักบริหารมืออาชีพทำงานไปอย่างค่อนข้างอิสระ แต่เมื่อนักการเมืองเปลี่ยนมือ และบางคนคิดว่าตัวเองเก่งกว่ามืออาชีพ อีกทั้งยังใช้อำนาจทางการเมืองเข้าไปกำหนดทิศทางของสายการบินแห่งชาติ องค์กรนี้จึงเสื่อมทรุดลงมาเป็นลำดับ
เมื่อ การบินไทย เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เท่ากับเป็นการประกาศว่าเป็นบริษัทมหาชนที่มีผู้ถือหุ้นจำนวนมาก และฝ่ายบริหารต้องตอบคำถามของคนที่เป็นเจ้าของทั่วประเทศและทั่วโลก แต่กลไกการบริหารตั้งแต่คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการบริษัท ไปจนถึงระดับหัวหน้าฝ่ายสำคัญๆ กลับไม่เปิดทางให้มืออาชีพเข้ามาทำงานอย่างชัดเจนโปร่งใส ที่มีการประเมินผลงานกันตามมาตรฐานสากล
เราไม่รู้ว่า KPI หรือ Key Performance Index ของ คณะกรรมการบริหารและกรรมการอำนวยการใหญ่อยู่ที่ไหน หรือหากมี ก็ไม่เป็นที่ประจักษ์ต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าของประเทศแต่อย่างใด ยังเป็นเรื่องที่คณะกรรมการของบริษัท หรือ Board of Directors เป็นผู้กำหนด และประเมินตามมาตรฐานที่ไม่ปรากฏต่อสาธารณะชัดเจนมากนัก
มีผู้สันทัดกรณีเปรียบเทียบให้เห็นว่า กรรมการบริหารของสิงคโปร์แอร์ไลน์ส ซึ่งก็เป็นรัฐวิสาหกิจเช่นกัน มีกรรมการบริหารที่มาจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพื่อเสริมเติมเต็มความสามารถ เช่น มีทั้งนักการเงิน นักการตลาด ผู้บริหารด้านแฟชั่น นักกฎหมายด้านขนส่งระดับโลกมาร่วมทำงานอย่างมืออาชีพ
แปลง่ายๆ ก็คือว่า เขาเลือกคนมีฝีมือมาทำงานจริงๆ เพราะรู้ว่าการบริหารสายการบิน ต้องวัดกันที่ผลงานทุกเที่ยวบิน มีการประเมินด้วยตัวเลขกำไรขาดทุน และต้องปรับกลยุทธ์ทางการตลาด เทคนิค การเงิน และ การบริการตลอดเวลา
ใครไม่แน่จริง ไม่มีประวัติการทำงานที่ชัดเจนว่าจะสามารถช่วยงานได้จริง ไม่ต้องมา ไม่ว่าเขาคนนั้นจะสนิทชิดเชื้อกับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเพียงใดก็ตาม
เพราะว่าเขาวัดกันด้วยผลงาน ไม่ใช่ด้วยความผูกพันใกล้ชิดกับนักการเมือง
สำหรับของเมืองไทย พอเอ่ยชื่อว่าคนนั้นคนนี้ถูกแต่งตั้งเป็นกรรมการของรัฐวิสาหกิจใด คนไทยส่วนใหญ่จะรู้ได้ทันทีว่าเขาหรือเธอคนนั้นได้ตำแหน่งนี้ เพราะว่าสนิทกับนักการเมืองคนนั้นหรือเป็นคนของผู้ใหญ่คนนี้
ไม่เกี่ยวกับความรู้ความสามารถที่จะมาบริหารองค์กร ที่ต้องแข่งขันกับคนฝีมือระดับโลกของสายการบินอื่นเลย
เป็นกรณีของ Know Who ไม่ใช่ Know How ซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความล้มเหลว ขององค์กรในประเทศมาตลอดเวลา และเป็นคำอธิบายว่า บ้านเมืองเราตกอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่อย่างนี้ ได้อย่างไร
หากว่ากระบวนการสรรหาคนมาบริหารสายการบินแห่งชาติ เป็นไปอย่างมืออาชีพในทุกระดับชั้น และมีการประเมินผลงานกันเป็นระยะๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาอื่นๆ ที่เป็นต้นเหตุแห่งความล้มเหลว เช่น คอร์รัปชัน การเล่นเส้นสาย การไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่ง การปรับตัวไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ ก็จะป้องกันและแก้ไขได้หมด
ขอให้กำลังใจกับมืออาชีพทุกคนในการบินไทย ที่จะผลักดันให้เกิด Change อย่างจริงจังและยั่งยืน เพราะว่าผมสัมผัสกับคนเก่งมีฝีมือระดับสากลไม่น้อย เพียงแต่พวกเขารอจังหวะแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อพลิกโฉมของสายการบินแห่งชาติของเรา...เท่านั้น






