"คดียิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) จะเสร็จก่อนในเดือนหน้า เฉพาะเรื่องถอดถอนเท่านั้น ส่วนคดีอาญา ต้องนานกว่านั้น"
คำยืนยันจากกรรมการป.ป.ช.บอกกับผม หลังจากมีมติเมื่อ 18 เม.ย. ให้งดสืบพยานในส่วนของรักษาการนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
คดี "ยิ่งลักษณ์" ในส่วนที่ป.ป.ช.สอบสวนแบ่งเป็น 2 คดี คือ คดีถอดถอนออกจากตำแหน่ง และคดีอาญา แม้การสอบสวนจะสอบสวนไปในคราวเดียวกัน แต่คดีอาญาจะใช้เวลานานกว่า เป็นธรรมดา
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์เมื่อ 16 ม.ค.ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนไปดำเนินการไต่สวน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัย ตามมาตรา 66 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 ว่าการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ได้ละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งความเสียหายจากการดำเนินการโครงการ โดยป.ป.ช.สอบสวนคำร้องให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง และความผิดอาญา
“นายกรัฐมนตรีได้ทราบถึงการท้วงติงและความเสียหายจากการดำเนินการโครงการแล้ว แต่กลับละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้ง อันอาจเป็นมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติให้คณะอนุกรรมการไต่สวนดำเนินการไต่สวน นางสาวยิ่งลักษณ์ โดยจะเร่งแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ทราบและใช้สิทธิ์คัดค้านบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่คณะอนุกรรมการไต่สวน และจะเร่งแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป” วิชา มหาคุณ ; ไทยรัฐ,17 ม.ค.2557
กว่า 1 ปี 10 เดือน ที่ป.ป.ช.พิจารณาตามระบบของกฎหมายและข้อเท็จจริง ตามที่มีการร้องเรียนพฤติกรรมของ "ยิ่งลักษณ์" ไม่ใช่ 21 วันอย่างที่รักษาการนายกฯ และทีมกฎหมาย พยายามกล่าวหา ป.ป.ช.รวบรัดคดี
"คดี "ยิ่งลักษณ์" กับคดี "บุญทรง เตริยาภิรมย์-ภูมิ สาระผล" เป็นคนละคดี การชี้มูลไม่พร้อมกัน คนละเรื่องกันเลย"แหล่งข่าว ป.ป.ช. บอกกับผม เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่จะชี้มูลทั้ง 3 คนในคราวเดียวกัน
คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ เรื่องการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว โดยให้แจ้งข้อกล่าวหากับนายบุญทรง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล เมื่อดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ และผู้ดำเนินการเจรจาซื้อขายข้าวของทั้งฝ่ายไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน
รวมไปถึงผู้รับมอบอำนาจจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เข้ามาเจรจาด้วยจำนวน 15 ราย อาทิ นายสมคิด เอื้อนสุภา นายลิตร พอใจ นายรัฐนิธ โสจิระกุล ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท Guangdong stationery & sporting goods imp.& exp. Corp และ Hainan grain & oil industrial trading company รวมทั้งบริษัท สยามอินดิก้า ตามความผิดในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว)
"จากพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าการเข้าทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ยังไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ สนับสนุนว่าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่ง ที่เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐได้รับมอบหมายจากจีน และไม่มีการส่งออกข้าวออกนอกราชอาณาจักรจริง" วิชา มหาคุณ ; ไทยรัฐ, 17 มกราคม 2557
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนเกี่ยวกับการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ป.ป.ช.พบว่า รัฐได้นำออกขายให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ 17 ราย โดยผู้ประกอบการได้นำไปบันทึกเป็นต้นทุน รวมถึงการชำระภาษี ป.ป.ช.ได้รับทราบจากสภาวิชาชีพการบัญชีและกรมสรรพากรว่า เอกสารหลักฐานดังกล่าวไม่สามารถนำไปบันทึกบัญชีและนำไปคำนวณภาษีได้
ป.ป.ช.จึงมอบให้กรมสรรพากร ไปดำเนินการจัดเก็บภาษีจากบริษัทเหล่านี้อีกทางหนึ่งด้วย เป็นการเจอข้อหา 2 เด้ง
แนวโน้มการชี้มูลของป.ป.ช.ในคดีทุจริตรับจำนำข้าว ที่จะทำได้เร็วคือคดี "ยิ่งลักษณ์" ในส่วนความผิดให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง สามารถวินิจฉัยได้ต้นเดือนพ.ค.นี้ สำหรับคดีอาญา นั้นจะใช้เวลานาน เพราะเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐาน เพราะเวลานี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ยึดถือสำนวนการสอบสวนของป.ป.ช.เป็นหลัก แทนยึดตามสำนวนของอัยการ จึงจำเป็นต้องทำสำนวนให้รัดกุม
ส่วนคดีถอดถอนจะไปจบที่การลงมติของวุฒิสภา ต้องใช้เสียง 90 เสียงจากส.ว.150 คน ซึ่งเป็นไปได้ยาก แต่ก็ทำให้เห็นว่า "อวสานยิ่งลักษณ์" ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว






