ตอนนี้ใครๆ ก็หมายตาตลาดอินเดียกันทั้งนั้น ค่าที่อินเดียเป็นตลาดใหญ่ด้วยประชากรมากถึง 1,270 ล้านคน
แถมกำลังพัฒนาประเทศไปในทิศทางที่ทันสมัยขึ้นแม้ว่าบางครั้งจะดูรุ่งๆ ร่วงๆ อยู่บ้างก็ตาม แต่แนวโน้มโดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นประเทศที่มีการขยายตัวอยู่ตลอดเวลาโดยผู้คนมีรายได้ที่จะจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น การพัฒนาและการขยายตัวของเมืองเกิดขึ้นตลอดเวลาโดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาต้องขอเรียนว่าอินเดียเปลี่ยนไปเยอะทีเดียว
ที่สำคัญคนอินเดียรุ่นใหม่มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งเข้าถึงสื่อโทรทัศน์และระบบอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการที่ทันสมัยอย่างที่ได้มีโอกาสไปเห็นและสัมผัสมาจากต่างประเทศมีมากขึ้นตามไปด้วย แต่ธุรกิจค้าปลีกของอินเดียก็ยังไม่คืบหน้าไปไหน แม้จะประกาศเปิดเสรีค้าปลีกมากว่า 2 ปีแล้ว จนบัดนี้ก็ยังไม่มีค้าปลีกต่างชาติรายใดเข้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ IKEA หรือ Walmart คนอินเดียรุ่นใหม่จึงถวิลหาความทันสมัยกันมากยิ่งขึ้น
ไม่เป็นไร แม้ว่าอินเดียจะเปิดเสรีค้าปลีกแบบปิดๆ อยู่แบบนี้ เราก็ไม่ต้องไปสนใจอะไรมาก เพราะถึงอินเดียจะเปิดเสรีค้าปลีกอย่างเต็มที่ ผู้ที่จะได้ประโยชน์อย่างสูงสุดก็จะเป็นค้าปลีกยักษ์ใหญ่จากอเมริกาและยุโรปเสียมากกว่า สำหรับผู้ประกอบการไทยเราก็ควรจะมองหาช่องทางที่เหมาะสมและเป็นไปได้มากกว่าในการที่จะเข้าตลาดอินเดียได้เร็วขึ้นซึ่งก็คือ ธุรกิจแฟรนไชส์นั่นเอง
ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นวิธีการขยายตลาดเข้าสู่อินเดียที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยปัจจุบันในประเทศอินเดียมีเจ้าของแฟรนไชส์ (Franchisor) มากถึง 1,200 ราย และมีตราสินค้ามากกว่า 3,000 ตราสินค้าที่ขยายตลาดผ่านระบบแฟรนไชส์ เช่น Bata, NIIT,Apollo Hospital และ Titan Watches ซึ่งเป็นตราสินค้าท้องถิ่นของอินเดียเอง และ Dominus, McDonald’s, Yum! Brands, Baskin Robbins และ Subway ซึ่งเป็นตราสินค้าจากต่างประเทศ ที่สำคัญ คือ ในการขยายธุรกิจในอินเดียประมาณ 30% จะเป็นการขยายธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์ และมีการจ้างงานในธุรกิจนี้ถึงกว่า 1 ล้านคนเลยทีเดียว ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์ในอินเดียขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง คือ ความคล่องตัวในการดำเนินงานผ่านระบบแฟรนไชส์ ความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้นของคนรุ่นใหม่ในอินเดีย รวมทั้งการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐของอินเดีย
ในปี 2555 ที่ผ่านมา มูลค่าตลาดแฟรนไชส์ในอินเดียอยู่ที่ 609.0 พันล้านรูปี ซึ่งถ้าคิดเป็นเงินสกุลบาทของเราแบบง่ายๆ ก็หารด้วยสองไปเลยสะดวกดี และคาดว่าในปี 2560 จะมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นสูงถึง 2,289.6 พันล้านรูปีด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 30% โดยมีจำนวนสาขาแฟรนไชส์ทั้งหมดในปี 2555 อยู่ที่ 44,630 สาขา และคาดการณ์ว่าในปี 2560 จะมีสาขาแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 168,300 สาขา ซึ่งถือเป็นแนวโน้มการขยายตัวที่สูงมากชนิดกะพริบตาไม่ได้เลยทีเดียว โดยจำนวนสาขาแฟรนไชส์ที่มีจำนวนมากที่สุด คือ ธุรกิจแฟรนไชส์ประเภทการศึกษาที่คาดว่าจะมีจำนวนสาขามากถึง 29,500 สาขาในปี 2560 รองลงมา คือ ธุรกิจแฟรนไชส์ประเภทอาหารและเครื่องดื่มหรือภัตตาคารและร้านอาหาร ที่คาดว่าจะมีสาขาถึง 27,000 สาขา และที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษอีกประเภทหนึ่งก็คือแฟรนไชส์ประเภทบริการรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ด่วน ที่คาดว่าจะมีสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 26,300 สาขาในปีเดียวกัน ด้วยเหตุที่อินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลนั่นเอง ทั้งนี้ ธุรกิจแฟรนไชส์ในอินเดียจะเป็นประเภทบริการถึง 62% และเป็นประเภทสินค้า 38% โดยเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น 75% และเป็นผู้ประกอบการต่างชาติ 25%
เมื่อพิจารณาจากลักษณะของสินค้าและบริการของธุรกิจแฟรนไชส์ในอินเดียจะพบว่าประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมต่างๆ คือ อุตสาหกรรมการศึกษาอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (ภัตตาคารและร้านอาหาร) อุตสาหกรรมค้าปลีกอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพและความงามและอุตสาหกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วแต่ถ้าพิจารณาจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของอินเดียจะพบว่าทางตอนเหนือของอินเดีย ธุรกิจแฟรนไชส์มีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูงเนื่องจากประชากรมีรายได้สูงและมีเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการค้าเช่น นิวเดลี นอยดา (Noida) และกูรกาวน์ (Gurgaon) ส่วนทางตอนใต้จะได้รับความสนใจจากเจ้าของแฟรนไชส์ต่างชาติมากเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่มีกำลังซื้อและมีเมืองบังกาลอร์ ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้าน IT สำหรับทางด้านตะวันออกของอินเดียจะมีความเจริญน้อยกว่าทางเหนือและทางใต้ แต่ก็มีอัตราการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองกอลกัตตา ส่วนทางด้านตะวันตกเมืองที่น่าสนใจและอนาคตสดใสแน่ๆ ก็คือ เมืองมุมไบและเมืองปูเน่ ในรัฐมหาราษฏระนั่นเอง
การจะบุกตลาดอินเดียด้วยธุรกิจแฟรนไชส์สำหรับผู้ประกอบการไทย ผมคิดว่าต้องกลับมาพิจารณาดูว่าอุตสาหกรรมไหนของอินเดียที่มีโอกาสมากและเรามีความถนัดพร้อมด้วยความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมประเภทนั้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะฟันธงได้เลยว่าน่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภัตตาคารและร้านอาหารซึ่งถือเป็นจุดแข็งของไทยเรา เพราะถ้าไม่แน่จริงร้านอาหารไทยคงไม่โด่งดังและแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างทุกวันนี้ ประกอบกับคนอินเดียเองก็มีความนิยมอาหารไทยเป็นอย่างมาก เพียงแต่ไม่ค่อยมีนักลงทุนไทยสนใจหรือกล้าเข้าไปเปิดภัตตาคารและร้านอาหารไทยในอินเดียซะเท่าไหร่ ร้านอาหารไทย (ดีๆ) ในอินเดียจึงหายากมากถึงมากที่สุด ทั้งๆ ที่อุตสาหกรรมภัตตาคารและร้านอาหารในอินเดียเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่และมีการเจริญเติบโตอย่างมาก อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของศูนย์การค้าที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนมานิยมการรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทที่ปรึกษา Netscribeได้เปิดเผยข้อมูลว่าอุตสาหกรรมภัตตาคารและร้านอาหารในอินเดียมีมูลค่า 414 พันล้านรูปีในปี 2556 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 467.8 พันล้านรูปีในปีนี้ หรือปี 2557 แถมจะยังเติบโตต่อไปเป็น 528.6 พันล้านรูปีและ 594.1 พันล้านรูปีในปี 2558 และ 2559 ตามลำดับด้วยอัตราการขยายตัวเฉลี่ยปีละประมาณ 12% นอกจากนั้น ยังเปิดเผยอีกว่า ในปี 2555 ภัตตาคารและร้านอาหารเปิดใหม่ในอินเดียถึง 30% จะเปิดหรือขยายกิจการด้วยการใช้ระบบแฟรนไชส์
พูดมามีแต่เรื่องดีๆ และล้วนแต่เป็นโอกาสทั้งนั้น ยังไงๆ ผมก็อยากให้เจ้าของแฟรนไชส์ไทยที่สนใจต้องมองถึงปัจจัยเชิงลบในตลาดอินเดียด้วยเช่นกัน เช่น ต้นทุนค่าอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ที่ค่อนข้างสูง อัตราเงินเฟ้อที่ผันผวน และระบบการขนส่งที่ยังไม่พัฒนา ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภัตตาคารและร้านอาหารโดยตรง นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงพฤติกรรมผู้บริโภคบางกลุ่มที่ยังไม่มีความเชื่อมั่นในอาหารที่ปรุงนอกบ้านโดยยังคงนิยมรับประทานอาหารที่ปรุงมาจากที่บ้านเท่านั้นด้วย แต่พอคิดสะระตะหักกลบลบหนี้กันแล้ว ผมก็ขอยืนยันว่าปัจจัยเชิงบวกยังมีมากกว่าปัจจัยเชิงลบ ถ้าจะลุยตลาดอินเดียกันตอนนี้ ผมว่าเข้าไปขายแฟรนไชส์ร้านอาหาร/ร้านกาแฟของไทยนี่แหละครับ น่าจะเวิร์คสุดๆ แล้ว ขอบอก






