วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Why?

ปัจจุบันเรามักจะสนับสนุนให้คนถามคำถามเพื่อฝึกการค้นหาเหตุและผล ดิฉันในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งมักจะรณรงค์ให้น้องๆ ฝึกหัดถามคำถาม

เพื่อจะได้เป็นคนช่างคิดช่างถาม เป็นคนที่ใช้ตรรกะวิเคราะห์ด้วยสมองมากกว่าด้วยความรู้สึก แต่ดิฉันเชื่อว่าทุกคำถามมีเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมของตัวมันเอง

การถามคำถามเช่น “Why” หรือ “ทำไม” มีประโยชน์ในหลายๆ สถานการณ์ เช่น ในการหา the root cause หรือต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา เพื่อที่จะได้หาวิธีที่จะจัดการกับปัญหาได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน การถามคำถามว่า ทำไม เหมาะสมอย่างยิ่งถ้าเป็นสถานการณ์ทางวิทยาศาสตร์โดยไม่มีความรู้สึกของมนุษย์เข้ามาข้องเกี่ยวเลย เช่น ทำไมฝนถึงตก ทำไมพระอาทิตย์ทางทิศตะวันออก เป็นต้น

แต่คำถามว่า “ทำไม” เป็นคำถามที่ควรระวังในการถามโดยเฉพาะในการทำงานและใช้ชีวิตที่ต้องมีปัจจัยของอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าท่านผู้อ่านอยากดึงศักยภาพของผู้ร่วมงานหรือผู้ร่วมชีวิตออกมาอย่างสมบูรณ์แบบแล้วนั้น การใช้คำถามว่า “ทำไม” อาจไม่เหมาะสมเสมอไป เพราะคำถามนี้เป็นคำถามที่มีลักษณะสืบสวน ทำให้คนที่ถูกถามอาจรู้สึกว่าถูกสอบสวนอยู่ ถ้าถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ดุดันแล้ว คำถามนี้ก็จะกลายเป็นคำถาม “หาเรื่อง” ได้ในทันทีและสุดท้ายแทนที่จะหาต้นตอของปัญหาได้กลับกลายเป็นว่าเราได้ปัญหาเพิ่มมาอีกอันคือคนถามและคนถูกถามอาจลงไม้ลงมือกันได้เลยทีเดียวนะคะ ไม่เชื่อลองถามเพื่อนๆ ที่โสดดูนะคะว่า ทำไมยังไม่แต่งงาน? อาจมีการ unfriend กันได้ง่ายๆ เลยนะคะ หรือท่านที่แต่งงานแล้ว ลองถามคุณสามีสิคะว่า ทำไมกลับบ้านช้า? อาจเกิดความร้าวฉานขึ้นภายในครอบครัวได้นะคะ (ของบางอย่างไม่ต้องเอาไปพิสูจน์ก็ได้นะคะ เดี๋ยวจะหาว่าดิฉันไม่เตือน)

นอกจากคำถามว่า “ทำไม” นี้มีลักษณะเป็นการสอบสวนผู้ถูกถามแล้ว บางครั้งการถามว่าทำไมนั้นยังเป็นสัญญาณของการไม่ยอมรับปัญหาอย่างจริงจัง เป็นสัญญาณของการติดยึดกับอดีต เคยไหมคะที่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วคุณจะติดอยู่ในวังวนที่ของคำถามว่า “ทำไมเรื่องโน้นเรื่องนี้ ต้องเกิดกับเราด้วย” เช่น “ทำไมรถถูกชน?” “ทำไมแฟนทิ้ง?” “ทำไมเราต้องเป็นมะเร็งด้วย?” เป็นต้น และส่วนใหญ่คำถามเหล่านี้เราไม่สามารถและลึกๆ อาจไม่อยากหาคำตอบที่แท้จริงเลย แต่มนุษย์เราก็แปลกที่ชอบอยู่กับความเศร้า ชอบที่จะทำตัวเองให้นางเอกที่ถูกสถานการณ์ทำร้าย การเสียเวลาถามคำถามที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่ว่าคุณจะถามเสียกี่ครั้ง ไม่ว่าคำตอบที่ได้จะเป็นอะไร เจ้าเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่คุณไม่อยากให้เกิด มันได้เกิดขึ้นแล้ว คุณคงไม่สามารถทำอะไรให้ดีขึ้นไปกว่าที่จะลุกขึ้นมายอมรับว่ามันเกิดกับตัวคุณแล้ว หยุดติดยึดกับอดีตหรือตัวปัญหา แต่จงลุกขึ้นมาหาวิธีการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้นต่อไปจะดีเสียกว่า ลองหยุดถามว่า “ทำไมปัญหาต้องเกิด” (Why?) แต่ลองมาถามกันว่า “จะทำอย่างไรต่อกับปัญหาที่เกิดนี้” (How?)

ดิฉันขอยกตัวอย่างของครอบครัวที่ไม่ถามว่า “ทำไม?” กับปัญหาอันหนักหนาสาหัสที่ต้องเผชิญ แต่กับเดินหน้าแก้ปัญหาทันที ครอบครัวนี้คือครอบครัวของน้องณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ หรือน้องธัณย์ผู้ประสบอุบัติเหตุโดนรถไฟฟ้าที่สิงคโปร์ทับจนต้องสูญเสียขาทั้งสองข้าง ดิฉันได้ทราบข่าวของน้องเป็นระยะๆ แต่ไม่เคยได้พบน้องเป็นการส่วนตัว และไม่นานมานี้ดิฉันเพิ่งได้มีโอกาสไปบรรยายร่วมกับน้องและคุณพ่อ ทำให้ดิฉันประทับใจในหลักการเผชิญปัญหาอันใหญ่หลวงของครอบครัวนี้เป็นอย่างมาก คุณพ่อเล่าว่าท่านใช้เวลาประมาณ 15 นาทีหลังจากทราบข่าวว่าน้องธันย์ประสบอุบัติเหตุและต้องเสียขาทั้งสองข้างตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี นั่นก็เพราะคุณพ่อไม่มัวมาถามว่า “ทำไมเหตุการณ์เลวร้ายนี้ต้องเกิดกับแก้วตาดวงใจของท่าน” แต่ท่านเริ่มคิดทันทีว่า “จะต้องทำอย่างไรต่อ” จะทำอย่างไรให้น้องมีชีวิตปกติที่สุด จะต้องบอกคุณแม่อย่างไรเพื่อที่จะให้คุณแม่ทำใจได้ จะหาโรงเรียนอะไรที่สามารถอำนวยความสะดวกกับสภาวะของน้อง จะต้องหาเงินอย่างไรให้พอที่จะดูแลน้องได้ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมเมื่อเกิดปัญหา ด้วยความเข้มแข็งอย่างมีสติของคุณพ่อ ทำให้น้องธันย์เองก็เข้มแข็งและกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ในสังคม รวมถึงตัวดิฉันด้วย ดิฉันต้องขอบพระคุณแรงบันดาลใจจากครอบครัว “เป็นเอกชนะศักดิ์” อย่างยิ่งที่เป็นตัวอย่างในการสู้ปัญหาโดยไม่มัวมาถามว่า “ทำไม”

ถึงอย่างไร ดิฉันคงปฏิเสธไม่ได้เลยนะคะว่าดิฉันเองเป็นคนที่ชอบถามคำถามมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งการพยายามหาคำตอบในบางคำถามนั้นไม่ได้แก้ปัญหาเท่ากับการยอมรับว่าปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นก่อนที่จะถามคำถามผู้อื่น เราลองมาเปิดใจถามตัวเองก่อนดีไหมคะว่าเราตั้งใจที่จะแก้ปัญหาที่เผชิญหน้าอยู่แค่ไหน และคำถามที่เราจะถามนั้นไม่ใช่คำถามที่พยายามเอามาเป็นเกราะป้องกันตัวเองเพื่อยื้อเวลาในการลงมือแก้ไขหรือลงมือทำไปวันๆ ถ้าเราแน่ใจแล้วว่าเราพร้อมที่จะจัดการกับปัญหานั้นจริง ลองเลิกที่จะถามว่า “ทำไมมันต้องเกิดกับฉัน?” แต่ลองถามว่า “อะไรคือปัญหา” และ “เราจะจัดการกับปัญหาอย่างไร?” น่าจะดีกว่า คุณอาจพบว่าเราเอาชนะปัญหาโดยไม่ต้องมาเสียเวลาถามว่า Why กันอีกต่อไปนะคะ