ทำไมเราจึงยอมให้สงกรานต์กลายเป็น เทศกาลนับศพ ทุกปี? และทำไมไม่ว่าจะมีมาตรการ และการรณรงค์อย่างเข้มข้นเพียงใด
ก็ยังมีคนต้องตายเป็นร้อย ๆ ศพไม่ว่าจะเป็นช่วงปีใหม่ไทยหรือปีใหม่สากลหรือวันหยุดยาว?
บางคนตอบประชดว่าเพราะนี่คือเมืองไทย
แต่แม้เราจะประชดประชันตัวเอง ตามสิทธิอันชอบธรรมของการเป็นพลเมืองของประเทศนี้ได้บ้าง ก็ไม่ควรจะยอมให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่รับรู้กันทั่วประเทศว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่สังคมไทยที่พัฒนาแล้วพึงจะยอมรับได้
ทำอะไรและคิดอะไรแบบไทย ๆ จึงกลายเป็นคำที่ดูถูกตัวเอง และเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เราไม่สามารถจะก้าวพ้นความด้อยพัฒนาในประเด็น “วัฒนธรรมวินัยแห่งชาติ” เลย
เรื่องจริงที่เล่าขานต่อเนื่องกันมายาวนานคือ เมื่อคนขับรถถูกตำรวจหยุดรถเพราะฝ่าไฟแดงที่สี่แยก ตำรวจถามว่า “คุณไม่เห็นไฟแดงหรือ คุณฝ่ามาได้อย่างไร?”
คนขับรถคนนั้นตอบหน้าตาเฉย และไม่มีสุ้มเสียงของคนทำผิดกฎหมายว่า “ไฟแดงผมเห็นครับ แต่ผมไม่เห็นตำรวจ”
สรุปเป็น “นิสัยประจำชาติ” ได้หรือไม่ว่ากฎหมายว่าอย่างไรไม่สำคัญและไม่สนใจ ถ้าไม่มีใครเห็นหรือใครจับได้ การทำผิดกฎกติกาก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ และเผลอ ๆ บางคนอาจจะคิดว่าการสามารถทำผิดโดยไม่ถูกจับนั้น เป็นความเก่งกล้าสามารถที่แสดงความเท่ของตัวเองได้อีกด้วย
นี่คือ “ค่านิยม” ทำลายประเทศชาติที่สั่งสมกันมายาวนาน และยังไม่มีทีท่าว่าจะแก้ไขกันได้
ผมฟังวิทยุวันก่อน ได้ยินพิธีกรถามนายตำรวจทางหลวงคนหนึ่งว่า ทำไมรถมอเตอร์ไซค์จึงสามารถวิ่งย้อนศรบนไหล่ทางหลวงได้ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บในช่วงเทศกาล
นายตำรวจอธิบายว่าเพราะในช่วงเทศกาลมีการปิดจุดกลับรถ ทำให้ต้องไปกลับรถไกลขึ้น
“นิสัยคนไทยครับ คนไทยมักง่ายครับ”
ไม่มีใครไม่รู้ว่าสาเหตุที่ทุกวันหยุดยาวจะเป็น “เทศกาลนับศพ” นั้นเพราะขับรถเร็วกว่ากฎหมายอนุญาตและดื่มเหล้าแล้วขับรถ แต่ไม่มีใครทำอะไรได้
มีการวิเคราะห์กันละเอียดลออมาตลอดว่ากฎหมายเกี่ยวกับเรื่อง “เมาแล้วขับรถ” กับ “ขับรถเร็วกว่ากำหนด” นั้นอาจจะเก่าแก่ไปแล้ว บทลงโทษเบาไป และการบังคับใช้กฎหมายหย่อนยานเกินไป
แต่พอถามว่าใครจะต้องรับผิดชอบที่จะแก้ปัญหานี้ ก็ไม่ปรากฏมีเจ้าภาพที่ชัดเจน อีกทั้งนักการเมืองที่อาสาเข้ามาบริหารบ้านเมืองก็ไม่มีใครที่สามารถแสดงความรู้ความสามารถที่จะลงมือแก้ปัญหาอย่างแท้จริงได้
การรณรงค์ให้มีถนนที่มีชื่อเริ่มด้วย “ข้าว…” ทั้งหลายให้ “ปลอดภัย-ปลอดเหล้า” ระหว่างการเล่นสงกรานต์ก็ยังไม่เกิดผลอย่างชัดเจน
มิหนำซ้ำยังมี “ศรีธนญชัย” มาซ้ำเติม เช่นไปตั้งร้านรวงส่งเสริมการขายเหล้าตรงปากทางเข้า-ออกของเขตปลอดเหล้าหน้าตาเฉย
ธุรกิจน้ำเมาถือว่าช่วงเทศกาลคือ ช่วง high season สำหรับการส่งเสริมการขาย จึงทุ่มงบและกิจกรรมเพื่อให้คนซื้อหาแอลกอฮอล์กันเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งสวนทางกับการเรียกร้องให้ “เมาไม่ขับ” ในช่วงที่มีคนตายและบาดเจ็บเพราะเมา, ขับรถเร็วเกินกำหนด, และขาดสติเป็นพิเศษอีกด้วย
กฎหมายห้ามขายเหล้าในปั๊มน้ำมัน ก็หลบไปขายริมทางหลวง ถามว่าทำไมตำรวจไม่จับ ตำรวจก็จะบอกว่ามีคนไม่พอ หรือไม่ก็เป็น “ปลายเหตุ” แล้ว ควรจะต้องปลุกสำนึกของคนไทยให้ได้ช่วยกันตระหนักในอันตรายที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคนไทยด้วยกันเอง
มีคนอ้างว่าหากไม่ให้ขายเหล้าในช่วงเทศกาลเช่นนั้น ก็จะไม่มีคนมาเที่ยว แต่หลาย ๆ ประเทศก็ทำสำเร็จด้วยการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวและเทศกาลเฉลิมฉลองโดยไม่มีเหล้า
บางจังหวัดที่มีผู้ว่าฯและผู้นำท้องถิ่นที่มีวิสัยทัศน์ก็เริ่มจัดกิจกรรมสงกรานต์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์แล้ว ปรากฏว่าจำนวนคนมาเที่ยวเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลงอย่างที่มีการกล่าวอ้างกันมาก่อนหน้านี้
มีตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ที่รณรงค์เรื่องนี้ได้สำเร็จพอสมควร
คือใช้สูตร “โทษหนัก บังคับจริง”
ที่ญี่ปุ่นนั้นกฎหมายเขียนไว้ชัดว่า คนที่กินเหล้าเมาแล้วไปขับรถเท่ากับเจตนาฆ่าคนอื่น ความผิดติดคุกสถานเดียว
ของไทยเรานอกจากโทษเบาแล้วก็ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายที่แท้จริง
มองลึกลงไปก็ต้องมองความสัมพันธ์ของนักธุรกิจ ที่สร้างความร่ำรวยจากธุรกิจเหล้า ที่อย่างไรเสียก็ไม่ยอมให้มีการห้ามขายเหล้าในช่วงเทศกาล และหากนักการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ด้วยแล้ว ก็ไม่ต้องพูดถึงการจะแก้ปัญหา “เทศกาลนับศพ” ของประเทศไทยที่โด่งไปทั่วโลกได้เลย
มีคนบอกผมว่าสังคมต้องสร้างจิตสำนึกร่วมกันและจะต้องเริ่มที่ระบบการศึกษา แต่นั่นคือการมองการแก้ปัญหาระยะยาว
อีกบางคนบอกว่า คนที่กินเหล้าแล้วขับรถเขาไม่ได้ห่วงชีวิตเขา ก็ปล่อยเขาไป โดยลืมไปว่าคนดื่มเหล้าเมาแล้วขับรถนั้นไม่ได้ทำให้ชีวิตตัวเองต้องเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังคุกคามชีวิตคนอื่นบนท้องถนนอีกมากมายด้วย
หรือจะต้องรอให้เป็นการนับศพของคนมีอำนาจเท่านั้น จึงจะตื่นกันทั้งประเทศ?






