หลายคนมีความหวังอยู่ลึกๆ ว่าบรรยากาศการรดน้ำขอพร ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในบ้านเมืองช่วงสงกรานต์
ประเพณีแบบไทยๆ ที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน อาจจะช่วยให้ความตึงเครียดทางการเมืองช่วงก่อนหน้า ได้คลี่คลาย โอนอ่อนลง ด้วยน้ำหอมที่รินรดลงบนมือ พวงมาลัยดอกมะลิ และถ้อยคำอวยพรที่ขอให้ทุกคนมีความสุข ผ่านพ้นช่วงของความขัดแย้ง ยุติปัญหา แบบไทยๆ ที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาเจรจาหาทางออกร่วมกัน
แต่ในความเป็นจริง ลองถามไถ่บรรดานักธุรกิจระดับซีอีโอของเมืองไทยหลายๆ ท่าน ก็ไม่มีใครกล้าที่จะคาดเดา ว่าปัญหาการเมืองไทยจะจบลงเมื่อไหร่ และจบลงอย่างไร เพราะดูเหมือนว่าเงื่อนไขต่างๆ ที่พอจะเป็นทางออกของประเทศ ติดล็อกด้วยข้อกฎหมายไปเสียหมด
ขณะที่ท่วงทำนองของแต่ละฝ่าย ทั้งกลุ่มกปปส. และนปช. ต่างท้ารบกัน หลังวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ว่าจะพ้นสภาพจากการรักษาการหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาในทางใด ก็ดูเหมือนว่าความขัดแย้งก็จะยังไม่จบ
ยังไม่มีใครรู้ว่า ทางออกของประเทศจะเดินไปทางใด ระหว่างการเลือกตั้งใหม่เพื่อมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง กับการชิงความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวและนายกรัฐมนตรีคนกลาง
อย่างไรก็ตาม การเดินเกมจับเข่าคุยกับปลัดกระทรวงของ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.ในช่วงก่อนสงกรานต์ ก็ถือว่าได้ผลในทางจิตวิทยา เพราะมีปลัดกระทรวงหลายกระทรวง ทั้งยุติธรรม กลาโหม เกษตร สาธารณสุข เปิดห้องต้อนรับการมาเยือนเป็นอย่างดี จนรัฐบาลต้องรีบแก้เกมด้วยการจัดประชุมกับปลัดกระทรวงทุกกระทรวงในวันที่ 17เม.ย.นี้เพื่อปรามให้วางบทบาทและท่าทีใหม่ต่อกปปส.
การเมืองไทยหลังสงกรานต์ในสภาพความเป็นจริง ที่แต่ละฝ่ายยังไม่มีใครยอมใคร จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพฝัน และคำอวยพรช่วงสงกรานต์ เพราะเมื่อ กปปส.ประกาศยกระดับการชุมนุมขึ้นมาเพื่อเป็นฐานการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ อย่างศาลรัฐธรรมนูญและ ปปช. ฝั่ง นปช.ก็ประกาศระดมพล คนเสื้อแดงของตัวเองเช่นกัน ถึงแม้จะมีจำนวนลดน้อยถอยลงจากเมื่อปี 2553 แต่ก็มากพอที่จะทำให้คนทั่วไปเห็นว่า ยังมีประชาชนกลุ่มใหญ่ ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ กปปส. กำลังจะเดิน และถึงแม้จะตั้งนายกคนกลางได้สำเร็จ ปัญหาความขัดแย้ง ก็จะยังไม่จบ
เมื่อยืดเยื้อ จนย่างเข้าสู่เดือนที่หก แถมยังมองไม่เห็นทางออกว่าจะมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเกิดขึ้นเมื่อไหร่ สิ่งที่พังลงไปก่อนแล้วคือโอกาสทางเศรษฐกิจ มีหลายโครงการลงทุนใหม่ทั้งในส่วนของรัฐและเอกชน ที่ยังค้างท่อ มีนโยบายด้านพลังงานหลายต่อหลายเรื่อง ก็ยังติดค้างรอการอนุมัติ มีข่าวบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งต้องปรับแผนธุรกิจของตัวเองเพื่อรับกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หลายค่ายหลายสำนักต่างคาดการณ์อัตราการเติบโตของจีดีพี ที่ลดลง บางบริษัทมองร้ายไปจนถึงขั้นเศรษฐกิจจะติดลบ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะจบลงเมื่อใด เสียงของภาคเอกชนที่ร้องขอ ต่อคู่ขัดแย้งในยามนี้ คืออย่าให้เกิดความรุนแรงระหว่างมวลชน ให้ต้องเสียเลือดเนื้อและชีวิตของคนจำนวนมาก หรือเกิดการทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ทรุดหนักลงไปอีก
พวกเขายังเชื่อว่ายังมีแสงสว่างส่องที่ปลายอุโมงค์ เพียงแต่ว่าคู่ของความขัดแย้งจะชวนกันเดินออกไปหรือไม่






