วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจไทยส่ออาการช็อก สินเชื่อแบงก์เบอร์1ติดลบ

เซอร์ไพรส์นักลงทุน จากการที่ธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ใหญ่สุดของไทย เปิดเผยถึงภาวะสินเชื่อ

ไตรมาส 1 ของปี 2557 นี้ติดลบเล็กน้อย ตามภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว "ทำให้ไตรมาสแรกธนาคารจะมีผลประกอบการให้ดีกว่าปีก่อน ก็คงจะยาก เพราะสินเชื่อชะลอตัว แต่น่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว"นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารของธนาคารกรุงเทพกล่าว แต่เขาคาดว่าสินเชื่อในไตรมาส 2 น่าจะสามารถฟื้นตัว โดยธนาคารยังคงเป้าการเติบโตของสินเชื่อทั้งปีนี้อยู่ในระดับ 5% ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ของธนาคารในไตรมาสแรกนี้ก็เพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจที่ชะลอลง แต่เป็นระดับที่ไม่น่าเป็นห่วง

อย่างไรก็ตามทิศทางของสินเชื่อขาลงดังกล่าวกลับจะเป็นลางบอกเหตุไม่ดี หรือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่มีนัยสำคัญหรือไม่ เพราะเป็นภาพที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เราเห็นกันอย่างสิ้นเชิงถึงการเฟื่องฟูของระบบสินเชื่อที่สะท้อนถึงผลกำไรหลายแสนล้านบาทของระบบธนาคารในแต่ละปี และหากมองย้อนกลับไปในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อในภาพรวมทั้งระบบที่เติบโตไม่ต่ำกว่าเลข 2 หลักคือมากกว่า 10% ต่อปีนับจากเกิดวิกฤติล่มสลายของเลห์แมน บราเธอร์สในปี 2551 โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยที่พร้อมจะก่อหนี้นั้นมีสัดส่วนที่สูงมาก จนกระทั่งหนี้สินของครัวเรือนพุ่งทะยานถึง 9.4 ล้านล้านบาท หรือเท่ากับ 83% ของจีดีพี ซึ่งหนี้เหล่านี้อาจจะม้วนกลับมาเป็นปัญหาใหญ่ได้ หากผลกระทบจากเศรษฐกิจทำให้เกิดภาวะที่ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้

ถ้าหากครัวเรือนไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังเกิดอาการช็อก จากอัตราเติบโตที่มีระดับต่ำจนถึงไม่เติบโตเลย

โดยก่อนหน้านี้ สัญญาณลบทางเศรษฐกิจนี้ ได้ถูกตอกย้ำด้วยดัชนีความเชื่อมั่น ของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ถดถอยลงแตะระดับ 43.5 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 9 ไตรมาส นับจากไตรมาสสี่ของปี 2554 ที่เกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ โดยภาวะภาคอสังหาริมทรัพย์ได้เกิดภาวะที่เรียกว่า โอเวอร์ ซัพพลาย หรือภาวะที่ความต้องการมีบ้านน้อยกว่าปริมาณบ้านที่มีการก่อสร้างออกมาขาย เริ่มมีบ้านที่ตกค้างขายไม่ได้ โดยเป็นลักษณะที่แพร่กระจายไปในวงกว้างมากขึ้นทั้งในกรุงเทพ-ปริมณฑล และในต่างจังหวัด

ภาพสินเขื่อที่ชะลอตัวลงนี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนมาจากภาวะการใช้จ่ายภาคเอกชนที่หดตัว การผลิตอุตสาหกรรมหดตัวตามภาวะการใช้จ่ายในประเทศ การนำเข้าที่หดตัวตามการใช้จ่ายในประเทศและการผลิตที่ลดลง ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการยังคงกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมือง ภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองทำให้มีการลดลงของนักท่องเที่ยวทั้งจากจีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย และฮ่องกง โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ลดลงถึง 8.1% ซึ่งส่งผลต่อบัญชีเงินทุนจากต่างประเทศที่ติดลบทั้งสองเดือนต่อเนื่องกัน ซึ่งลดลงเดือนมกราคม 0.2% และเดือนกุมภาพันธ์ลดลงอีก 4.1% สวนทางกับเงินเฟ้อที่ยังเร่งตัวสูงขึ้นตามราคาอาหารสด และการส่งผ่านต้นทุนก๊าซหุงต้มไปยังอาหารสำเร็จรูป ทำให้เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.9% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.22%

ดังนั้นการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือกนง.ในวันที่ 23 เมษายนนี้จะเป็นวันชี้ชะตาอีกครั้งบนทางสองแพร่งว่าจะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.75% เพื่อให้เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยผ่อนเบาภาระต้นทุนของภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ต้องแบกรับภาระเงินกู้ หรือจะเลือกตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 2% เพื่อดูแลเสถียรภาพด้านราคาในระยะปานกลางและระยะยาวต่อไป หลังจากในช่วงสั้นนี้ ภาวะเศรษฐกิจยังเกิดอาการช็อกจากผลกระทบของความไม่แน่นอมทางการเมือง โดยที่ทิศทางเศรษฐกิจปีนี้อาจจะเติบโตเหลือแค่ 0% ไปจนถึง 1-2% เท่านั้น