จีนเห็นรัสเซีย เข้ายึดไครเมีย ได้อย่างค่อนข้างง่ายดายแล้ว จะเอาอย่างบ้างหรือเปล่า?
ปักกิ่ง จะคิดเลียนแบบรัสเซีย เพื่อทำกับไต้หวันหรือเขตอื่นหรือเปล่า ไม่มีใครบอกได้ แต่ดูเหมือนว่า สหรัฐจะออกมา "ตีปลาหน้าไซ" เอาไว้ก่อนแล้ว
เพราะว่าผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสำหรับเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ที่ชื่อ Daniel Russell ออกมาเตือนว่าขอให้ปักกิ่งอย่าคิดว่าจะทำอย่างที่ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ทำกับไครเมียแล้ว จะรอดตัวไปได้
ทุกวันนี้ สหรัฐก็ยังส่งเสียงดังๆ บอก ปูติน ว่า เรื่องไครเมียไม่ถือว่าเป็นเรื่องเบ็ดเสร็จเรียบร้อย เพราะว่ามอสโกจะต้องเจอกับการคว่ำบาตรด้านเศรษฐกิจและการเมือง อย่างต่อเนื่อง
ยิ่งถ้าหาก รัสเซีย ขยับเข้าไปในดินแดนของยูเครนด้วยแล้ว ได้เห็นดีกันแน่
นายรัสเซล เพิ่งมารับตำแหน่งสำคัญสำหรับนโยบายของสหรัฐต่อเอเชีย สิ่งแรกๆ ที่ทำ ก็คือ การออกมาแสดงจุดยืนว่าบทบาทของอเมริกาในเอเชีย ตามนโยบาย Pivot to Asia ที่ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา เคยแถลงไว้นั้น ยังเดินหน้าต่อ
ตอกย้ำว่า การที่ โอบามา ต้องเผชิญหน้ากับ ปูติน เรื่องยูเครนและไครเมียขณะนี้ ไม่ได้มีผลทำให้การ "ปรับดุลอำนาจใหม่" (rebalancing) ในเอเชียของวอชิงตันต้องชะงัก อย่างที่อาจจะมีนักวิเคราะห์บางค่ายทำนายเอาไว้
ในการให้การต่อกรรมาธิการวุฒิสภาเมื่อสัปดาห์ก่อน นายรัสเซลเตือนจีนว่าอย่าได้พยายามจะใช้กำลัง หรือการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังเพื่อที่จะขยายดินแดนของตนไปยังเพื่อนบ้าน เพราะว่าประเทศในแถบนี้เห็นรัสเซียทำกับไครเมียแล้ว ก็เริ่มจะหวาดระแวงว่าจีนอาจจะกำลังเดินตามรอยของมอสโก
เจ้าหน้าที่ชั้นสูงในกระทรวงต่างประเทศของวอชิงตันคนนี้ บอกว่า จีน "กำลังคิดหนัก" ต่อปฏิกิริยาของประชาคมโลกต่อการกระทำของรัสเซียในไครเมีย ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าจีนมีความเกี่ยวโยงทางเศรษฐกิจกับสหรัฐและเพื่อนบ้านของตน หากทำอะไรไปในทางเดียวกับรัสเซีย อาจจะต้องเจอกับการต่อต้านจากประชาคมโลกเหมือนกันก็ได้
สหรัฐกับสหภาพยุโรปใช้วิธีกดดันรัสเซีย ด้วยการประกาศมาตรการคว่ำบาตรเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มต้นการระงับการทำธุรกรรมกับธนาคารบางแห่งของรัสเซีย ตามมาด้วยการอายัดทรัพย์สินและการติดต่อทางธุรกิจของคนใกล้ชิดกับปูตินในสหรัฐ และด้านอื่นๆ ทำให้ประเทศไหนก็ตามที่คิดจะเอา "ไครเมียโมเดล" ไปใช้ ต้อง "หนาว" เพราะว่าอาจจะต้องเจอกับไม้แข็งอย่างนี้จากโลกตะวันตก เช่นกัน
ที่สหรัฐออกมาเตือนจีนอย่างนี้ เป็นช่วงจังหวะเดียวกับที่ความขัดแย้งของจีนกับฟิลิปปินส์ว่าด้วยกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ร้อนระอุขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง เมื่อมะนิลายื่นเรื่องฟ้องจีนในสหประชาชาติว่าถูกปักกิ่งรังแก
อีกด้านหนึ่ง จีน ก็มีเรื่องกับญี่ปุ่นในทะเลจีนตะวันออกว่าด้วยกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ ที่จีนเรียกว่า "เตียวหยู" และ ญี่ปุ่นเรียกว่า "เซนกากุ" ถึงขั้นที่มีการเผชิญหน้ากันในทะเลเป็นระยะๆ ทั้งสองกรณี
ช่วงหลัง จีน ใช้ภาษาที่ "กร้าว" ขึ้นกว่าเดิมต่อเพื่อนบ้านที่เป็นคู่กรณี ทำให้ทั้ง ฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น วิ่งไป "ฟ้อง" เพื่อนผู้พี่อย่างอเมริกาให้ช่วยปรามจีนในฐานะที่เป็นประเทศยักษ์ด้วยกันทั้งคู่
จีน ยืนยันมาตลอดว่า ไม่เคยมีนโยบายที่จะรังแกเพื่อนบ้านใด ต้องการจะแก้ปัญหาด้านการเจรจาทางการทูต แต่ประเทศคู่กรณีมักจะใช้วิธีการ "ยั่วยุ" จีน อย่างไร้เหตุผล จึงทำให้เกิดความตึงเครียดในภูมิภาคนี้
ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ของจีน เพิ่งไปเยือนยุโรป และประกาศอย่างเปิดเผยที่นั่นว่าจีนไม่รุกรานใคร แต่ "บางประเทศ" พยายามจะใส่ร้ายจีน และวาดภาพให้จีนเป็นปีศาจที่จะดูดเลือดโลกใบนี้ออกไป ซึ่งเป็นเรื่องตลกร้าย ไม่มีพื้นฐานแห่งความเป็นจริง แต่ประการใดเลย
มะกัน ออกมาเตือน จีน อย่างนี้ มีความหมายไม่น้อย เพราะกลัวว่า ปูติน จะหันไปซบอกจีน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับอเมริกา
จีน ระมัดระวังตัวเรื่องไครเมียมาก เพราะไม่ต้องการให้ดินแดนส่วนใดของตน เช่น ซินเจียงทางตะวันตก หรือ ทิเบต ประกาศแยกตัวเองออกไปเหมือนไครเมีย ขณะเดียวกันก็ไม่ถึงกับออกมาต่อต้านรัสเซีย เพราะต้องการจะสร้างอำนาจต่อรองกับวอชิงตันเหมือนกัน
ศึก 3 เส้าครั้งนี้ น่าตื่นตาตื่นใจ...ยิ่งนัก






