วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โลกในเมฆหมอกมัว

เนื่องจากผู้เขียนได้รับเกียรติจาก บล.เคเคเทรด ให้บรรยายในงานสัมมนาใหญ่ของบริษัท ในประเด็นเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะต่อไป

จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้กล่าวถึงพัฒนาการเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาและระยะต่อไปในบทความนี้ หลังจากที่เคยได้กล่าวถึงครั้งสุดท้ายในต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ณ ช่วงนั้น ผู้เขียนมองว่าเศรษฐกิจโลกกำลังล่องลอยในผ้าแพรไหม โดยเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มฟื้นขึ้นชัดเจน ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียอาจต้องจับตามองเรื่องการส่งออก รวมถึงประเด็นด้านการลดทอน QE ของสหรัฐว่าจะกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายหรือไม่ ซึ่งภาพ ณ ปัจจุบันก็ไม่ต่างจากที่เคยมองไว้มากนัก แต่มุมมองในระยะต่อไปอาจไม่สดใสมากนักจากที่เคยคิดไว้

โดยในเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงต้นปีนั้นไม่สดใสนัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภูมิอากาศที่หนาวเย็นเกินปกติ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หลังจากอากาศได้เริ่มอุ่นขึ้นในปลายไตรมาสแรก ประกอบกับภาคการเมืองสามารถทำความตกลงในประเด็นงบประมาณและหนี้สาธาณะได้นั้น ทำให้ภาพเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ดูสดใสในระยะต่อไป

ในส่วนเศรษฐกิจยุโรปนั้น แทบจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่ 8 ของโลกเลยทีเดียว เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนยุโรปเผชิญกับทั้งวิกฤติการคลัง การธนาคาร และเศรษฐกิจจนบางประเทศเกือบจะแตก แต่ปัจจุบันวิกฤติต่างๆ กลับบรรเทาลงไปมาก ดูได้ทั้งจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงความเชื่อมั่นที่กลับมาเพิ่มขึ้น สวนทางกับความตึงตัวภาคการเงินที่ลดลง อันเป็นผลจาก หนึ่ง ความพยายาม “จัดบ้าน” ของประเทศยุโรปใต้ที่ประสบปัญหาการคลัง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการ “บีบ” ของประเทศยุโรปเหนือ แลกกับการที่ประเทศเหล่านั้นไม่ยอมละทิ้งประเทศที่ประสบปัญหา และ สอง การที่ธนาคารกลางยุโรปประกาศที่จะช่วยเหลือทุกวิถีทางที่จะทำให้เศรษฐกิจรอด ซึ่งทั้งสองประเด็นทำให้ความเชื่อมั่นในยุโรปมีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปเศรษฐกิจยุโรปยังเผชิญ 3 ความเสี่ยงหลัก คือสถานการณ์เงินเฟ้อที่ต่ำมากจนเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด อัตราว่างงานที่ยังสูงอยู่ และ เงินยูโรที่แข็งขึ้น (เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระยะต่อไปอาจกระทบการส่งออกได้

ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น มีทิศทางฟื้นตัวอย่างชัดเจนหลังจากนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ได้ใช้มาตรการ “ธนู 3 ดอก” ที่ทำให้ภาคการเงินผ่อนคลาย การคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นจากมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจต่างๆ จนทำให้ตัวเลขดัชนีชี้วัดต่างๆ เช่น GDP เงินเฟ้อ รวมถึงตัวเลขภาคการผลิตปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่อาจวางใจได้มากนัก เนื่องจากในระยะต่อไป เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเผชิญกับอุปสรรคใหญ่จากการขึ้นภาษีการค้าในเดือนเมษายนนี้ จึงต้องจับตาว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นการถาวรดังเช่นการขึ้นครั้งที่ผ่านมา (ในปี 2540) หรือไม่

ด้านเศรษฐกิจจีน ผู้เขียนเคยเน้นย้ำหลายครั้งว่าในปีนี้จะเผชิญความเสี่ยงทั้งจากฟองสบู่ภาคการเงิน ภาคเหมืองแร่ ภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงภาคการผลิต แต่ทางการจีนก็มองเห็นความเสี่ยงดังกล่าว และพยายามทำการปฏิรูป ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในระยะต่อไปชะลออย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจมีทิศทางชะลอมาก ผู้เขียนเห็นว่าทางการจีนก็มีเครื่องมือพร้อมที่จะกระตุ้นหากจำเป็น ทั้งภาคการคลัง การเงิน และอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อรักษาระดับการจ้างงานให้ขยายตัวต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เศรษฐกิจที่ผู้เขียนค่อนข้างห่วงคือเอเชีย ที่อาจไม่สามารถเติบโตได้มากนักจากความเสี่ยง 3 ประการ คือ หนึ่ง ทิศทางการส่งออกที่อาจไม่ฟื้นตัวแรงเหมือนช่วงก่อนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ อันเป็นผลจากภาคการผลิตของสหรัฐที่ฟื้น ประกอบกับการผลิตเชื้อเพลิงจากหินดินดาน (Shale Gas/Oil) ในสหรัฐเองที่ราคาถูก ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าของสหรัฐถูกลง ประกอบกับต้นทุนการผลิตในเอเชียโดยรวมสูงขึ้นตามค่าแรงของประเทศเอเชียที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจสหรัฐหันไปผลิตในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้ามากขึ้น

ครั้นเอเชียจะหันไปพึ่งการส่งออกไปยังยุโรปหรือจีน ก็ไม่สามารถพึ่งได้มากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปยังฟื้นอย่างเปราะบาง ขณะที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอลงในระยะต่อไป จึงไม่อาจเป็นความหวังให้การส่งออกของเอเชียได้มากนัก

ความเสี่ยงที่สองได้แก่ประเด็นกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายของเอเชีย ที่น่าเป็นห่วงมากขึ้นจากกระแสการลดทอน QE ของสหรัฐ ที่แม้จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ในระยะต่อไป เงินทุนไหลเข้าที่ลดลงจะทำให้ค่าเงินรวมถึงราคาสินทรัพย์เอเชียตกลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเสี่ยงสุดท้ายได้แก่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะจากสถานการณ์ยูเครนที่เป็นไปได้ว่าจะเผชิญกับความไม่สงบอยู่อย่างต่อเนื่องระยะยาว อันเป็นผลจากการที่รัสเซียต้องการจะเพิ่มอิทธิพลในประเทศยุโรปตะวันออกอีกครั้ง ขณะที่ยุโรปยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากรัสเซียในระดับสูง ทำให้ไม่สามารถทำการคว่ำบาตรด้านเศรษฐกิจได้เต็มที่นัก

ประเด็นทั้งหมดนี้ทำให้ผู้เขียนเริ่มมีมุมมองอย่างระมัดระวังต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ซึ่งผู้กำหนดนโยบาย รวมถึงนักธุรกิจและนักลงทุน ควรจะต้องพึงระวังด้วยเช่นกัน