ค่อยๆ เผยออกมาเรื่อยๆ สำหรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ก่อนหน้านี้ภาคเอกชนพยายามรักษาบรรยากาศ
ทางธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่มีทางออกใดๆ แต่เมื่อสถิติตัวเลข ยอดขาย ยอดออเดอร์ ยอดรายได้ต่างๆ เริ่มเปิดออกมา ก็พบถึงความจริงว่าเป็นเช่นไร ยกตัวอย่าง ข้อมูลสำนักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน บ่งชี้ว่า ไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค. 2557) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวทั่วประเทศ โดยพื้นที่กรุงเทพฯ ชะลอตัวมากที่สุด ทั้งยอดขอการจัดสรรที่ดินและจดทะเบียนอาคารชุด ส่วนต่างจังหวัดแม้ว่าชะลอ แต่ยังเติบโตสูง จากสถิติปริมาณการออกใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินใหม่ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 291 ราย แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ มี 13 ราย ต่างจังหวัดมี 278 ราย สถิติการยื่นคำขอในกรุงเทพฯ มี 13 ราย จำนวน 1,339 แปลง และ ต่างจังหวัด 278 ราย จำนวน 28,312 แปลง จากปี 2556 มียื่นคำขอจัดสรรที่ดินในกรุงเทพฯ รวม 156 ราย จำนวน 20,577 แปลง และต่างจังหวัด 744 ราย จำนวน 77,023 แปลง
ขณะที่ การยื่นขอจดทะเบียนอาคารชุดแบ่งเป็นกรุงเทพฯ 23 ราย จำนวน 36 อาคาร รวม 8,802 ยูนิต และต่างจังหวัด 67 ราย จำนวน 125 อาคาร รวม 9,420 ยูนิต หากเปรียบเทียบสถิติทั้งปี 2556 จะต่างกันอย่างมาก ด้วยตัวเลขพื้นที่กรุงเทพฯ จดทะเบียน 133 ราย จำนวน 371 อาคาร รวม 50,602 ยูนิต และต่างจังหวัด 207 ราย จำนวน 752 อาคาร รวม 51,597 ยูนิต ซึ่งภาวะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว สะท้อนจากการจัดเก็บรายได้ของกรมที่ดินที่การโอนสินทรัพย์จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าธรรมเนียม ปรากฏว่าช่วงปีงบประมาณ 2557 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2556 - 31 ม.ค. 2557 มีจำนวนทั้งสิ้น 2,391,171 ราย เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2556 ช่วงระยะเวลาเดียวกัน มีผู้ใช้บริการลดลง 227,500 ราย หรือ 8.69% การจัดเก็บรายได้ ค่าธรรมเนียมประเภทต่างๆ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ จัดเก็บได้ 29,856.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73.33 ล้านบาท หรือ 0.25%
พร้อมกันนั้น ในแวดวงการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ซึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ประเทศไทยถือเป็นอันดับหนึ่งของประเทศผู้ผลิต เนื่องจากมีวัตถุดิบและอุปกรณ์ต่างๆ เรียกได้ว่าเกือบครบวงจร ยกเว้นการวิจัยและพัฒนา ยอดส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟจากประเทศไทยทำรายได้เข้าประเทศอยู่ในแถวหน้า แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ผลพวงจากประเทศไทยสั่นสะเทือนไปทั่วโลก แทบทุกข่าวเกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นที่ปรากฏว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟขาดตลาด ส่งผลอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์โลกสะดุด ถัดมาเทคโนโลยีโลกเปลี่ยนอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟในประเทศไทย มีอันต้องหวั่นไหวตาม ยังไม่ทันฟื้นตัวดี สถานการณ์ทางการเมืองของไทยก็มีปัญหาอีก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจยังไม่ส่งผลชัดเจนในวันสองวันนี้ เพราะการลงทุนในอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ต้องวางแผนล่วงหน้ากันอย่างน้อย 3-5 ปี รองรับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอนาคต แต่เมื่อการเมืองไทยไม่มั่นคง การพิจารณาลงทุนต่อเนื่อง เพื่อรองรับอนาคตจึงเป็นเรื่องต้องคิดหนักของนักลงทุน เงื่อนไขอันมากมายทางการเมืองล้วนเป็นตัวฉุดรั้งความเจริญเติบโตก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ แม้ว่าประเทศไทยจะเคยน่าสนใจลงทุน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ รอบบ้านที่กำลังเปิดประเทศ เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้นักลงทุน โอกาสงามๆ คงไม่ได้ผูกขาดอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น ยิ่งความสงบในประเทศยังไม่เกิด สัญญาณที่จะมีข่าวดีด้านการลงทุนจากทิศทางต่างๆ ทั้งนักลงทุนในประเทศ และนักลงทุนต่างประเทศคงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ ที่สำคัญจะมีสักกี่คนที่จะรอข่าวดีจากประเทศไทย ในเมื่อประเทศรอบๆ ล้วนมีแต่เรื่องน่ายินดีให้ค้นพบ









