ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในวันนี้ ใครจะเชื่อว่าบ้านเราเริ่มที่จะมีมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา
ส่ง "แดเนียล รัสเซล" ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ฝ่ายกิจการเอเชียแปซิฟิก พร้อม "คริสตี เคนนีย์" เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพูดคุยถึงสถานการณ์การเมืองของไทย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และหลายเรื่องที่พูดคุยกัน ใช้เวลานานร่วม 45 นาที เรียกว่ามี "นัย" พอสมควร ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองของไทย
หลายคนสงสัยว่า ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว มีโอกาสหรือไม่ ที่สหรัฐจะสนับสนุนให้ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เข้ามาจัดการความขัดแย้งทางการเมือง
ว่ากันว่า ยูเอ็น เอง ก็พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือ แต่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังไม่รับปาก ทำให้ประเมินกันว่าวันไหนที่บ้านเมืองวุ่นวาย ทำให้ทหารต้องออกมา ระวังจะเป็นการเปิดทางให้ "ยูเอ็น" เข้ามานั่นเอง
ยิ่งเห็นการประกาศตั้งตนเองเป็น "รัฏฐาธิปัตย์" ของ กำนันสุเทพ เลขาธิการ กปปส. ทำเอา พรรคเพื่อไทย อย่าง โภคิน พลกุล คณะทำงานกฎหมายพรรค ถึงกับต้องออกมางัดข้อกฎหมายโจมตีหนัก โดยระบุว่า เป็นการกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เป็นการทรยศต่ออำนาจของปวงชนชาวไทยและพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 เพราะว่ากำนันสุเทพ ไม่ใช่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือ ศาล แต่เป็นกบฏ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 และ มาตรา 116
เป็นการทรยศต่อระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 ที่บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การกระทำ และการประกาศของกำนันสุเทพ จึงเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 และ มาตรา 6
ที่สำคัญเป็นการล่วงละเมิดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ และปวงชนชาวไทยมีสิทธิและหน้าที่ที่จะต่อต้านและพิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตยและอำนาจของปวงชนชาวไทยและพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 69
ว่ากันว่า ตอนนี้ รัฐบาลกำลังส่งไม้ต่อให้ ศอ.รส. แจ้งข้อหาดำเนินคดีกับกำนันสุเทพ ทำนองล้มล้างระบอบการปกครองเสียอย่างงั้น
หันกลับไปที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในสภาวการณ์อย่างนี้ ต้องบอกว่าอยู่ในสภาพ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ อยู่เหมือนกัน มีหลายเรื่องที่รอการตัดสิน แต่ละเรื่องล้วนมีผลต่อเก้าอี้ นายกฯ แทบทั้งสิ้น อย่างกรณีของ ถวิล เปลี่ยนศรี แม้จะมีการโยกย้ายกลับไปดำรงตำแหน่งเลขาฯ สมช. แล้วก็ตาม
หลายคนในซีกรัฐบาล ยังมีความเชื่อทำนองว่าเมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาให้คืนตำแหน่ง ถือว่าสิ้นสุดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญไม่น่าจะพิจารณาเรื่องเดียวกันซ้ำซ้อนได้ นี่เป็นมุมมองของคนในซีกรัฐบาล ที่อาจจะมีความหวังเล็กๆ ว่า เรื่องนี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีอำนาจตามกฎหมาย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น การพิจารณาจะออกมาแนวทางใด ก็คงต้องรอลุ้นคำพิพากษาจากศาลรัฐธรรมนูญ
ถัดไปเป็นเรื่องคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนการไต่สวนคดีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คดีนี้ถือเป็นคดีอื้อฉาวที่สุดในรัฐบาลนี้ ที่ต่างลงความเห็นว่ามีการ "ทุจริต" อย่างโจ่งครึ่ม เรียกว่าทุกขั้นตอนของการรับจำนำข้าวทีเดียว งานนี้แม้แต่คนในรัฐบาลเองยังยอมรับว่า "มีมูล"
คดีนี้ ฝั่งรัฐบาลที่พยายามยื่นขอให้มีการไต่สวนเพิ่มเติมผู้เกี่ยวข้องถึง 11 ปาก แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะว่า ป.ป.ช. ไม่เอาด้วย การยื่นให้ไต่สวนผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ไม่ต่างอะไรกับการ "ซื้อเวลา" ตัดสินคดีออกไปนั่นเอง
แต่ก็มีความเชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะใช้เวลาอีก 1-2 เดือน เป็นอย่างน้อย มีการประเมินกันว่า ขั้นตอนที่ ป.ป.ช. น่าจะจบสิ้นได้คงเป็นสิ้นเดือนเมษายน เพราะว่าต้องรอการให้ปากคำจาก กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในวันที่ 18 เมษายนนี้ก่อน จากนั้น การพิจารณาของ ป.ป.ช. คงใช้เวลา 1-2 สัปดาห์
หากการพิจารณาไต่สวนเสร็จสิ้นถึงขั้นชี้มูลความผิด นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการ "ถอดถอน" ขั้นตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ของวุฒิสภา เมื่อวุฒิสภาผ่านการรับรองจาก กกต.แล้ว จากนั้นวุฒิสภาก็ต้องเรียกประชุมเพื่อพิจารณาวาระที่คั่งค้าง ก่อนที่จะหยิบยกประเด็นการถอดถอน นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ขึ้นมาพิจารณา ซึ่งยังต้องใช้เวลา น่าจะเป็นการต่อลมหายใจของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ออกไปสักระยะหนึ่ง
สำหรับ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ วันนี้คงอยู่ในสภาพนับถอยหลัง บนเก้าอี้ นายกฯ ตัวนี้ เจ้าตัวถึงขั้นบอกทำนองว่า อะไรจะเกิด...ก็เกิด แบบว่าขอกอดกฎหมายไปวันๆ!!









