เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมอ้างถึงรายงานที่สรุปว่า ผลกระทบของภาวะโลกร้อนจะร้ายแรง แพร่หลายและกู่ไม่กลับ ภูมิอากาศจะร้อนขึ้น
ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นพร้อมทั้งเป็นกรดมากขึ้น ปริมาณน้ำจืดจะลดลง สัตว์ทั้งบกและน้ำจะพยายามเปลี่ยนที่อยู่อาศัย ชายฝั่งทะเลที่อยู่ระดับต่ำจะถูกน้ำท่วมและการผลิตอาหารในหลายส่วนของโลกจะลดลง ในระดับนโยบายสำหรับเมืองไทย ผมเสนอให้พิจารณาปลูกต้นไม้และขุดสระน้ำให้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ ให้รีบตัดสินใจว่าจะใช้พลังงานนิวเคลียร์หรือไม่ในการผลิตกระแสไฟฟ้า และถ้าไม่ใช้นิวเคลียร์จะทำอย่างไร
เนื่องจากการปลูกต้นไม้และขุดสระน้ำที่จะทำควบคู่กับเกษตรกรรมนั้นจะทำได้ตรงเป้าหมายขึ้นก็ต่อเมื่อที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในครอบครองของเกษตรกรเอง ฉะนั้น การปฏิรูปที่ดินจากสภาพการถือครองของผู้ที่มิใช่เกษตรกรดังที่เป็นอยู่ไปสู่มือเกษตรกรจึงต้องรีบทำ แนวการปฏิรูปที่ดินมีอยู่แล้วในงานของสมัชชาและคณะกรรมการปฏิรูปที่มี นพ. ประเวศ วะสี และอดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน เรานำมาต่อยอดได้ทันที พร้อมกันนั้นจะต้องปรับปรุงระบบภาษีที่ดินซึ่งรวมส่วนประกอบที่จะจูงใจให้ปลูกต้นไม้ในที่ดินที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่ด้วย
หากเราตัดสินใจไม่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ เราจะผลิตไฟฟ้าอย่างไร ในช่วงนี้มีการพูดถึงการปฏิรูปพลังงานกันเกือบทุกวันซึ่งหลายฝ่ายได้เสนอความคิดเห็นออกมาแล้ว แต่เท่าที่เห็นเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติเท่านั้น ส่วนพลังงานจากแหล่งอื่นเช่นน้ำ กระแสลม แสงแดด ถ่านหิน ชีวมวลซึ่งรวมทั้งไม้ที่จะได้จากนโยบายปลูกต้นไม้มิได้รวมอยู่ด้วย ฉะนั้น ถ้าจะปฏิรูปภาคพลังงานกันๆ จริง สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการพิจารณาแบบบูรณาการ
รายงานที่อ้างถึงนั้นชี้ว่าเมืองไทยจะได้รับผลกระทบทางลบสูงมากในด้านการผลิตอาหารและการถูกน้ำท่วม อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียสโดยเฉลี่ยนอกจากจะทำให้คนทำงานยากลำบากขึ้นแล้ว มันยังจะสร้างปัญหาให้สัตว์สารพัดชนิดอีกด้วย สัตว์อาหารสำคัญๆ เช่น หมู ไก่ และวัว จะมีปัญหาไม่ต่ำกว่าคน ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่เราอาจไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่อยู่ในเขตเย็นกว่าเราได้ ในขณะเดียวกัน รายงานประเมินว่า ปลาจะอพยพจากเขตร้อนไปหาที่อยู่ใหม่ในเขตที่อุณหภูมิและความเป็นกรดของน้ำเหมาะสมกว่ารวมทั้งปลาในอ่าวไทยด้วย มองโดยรวม ความฝันที่จะทำเมืองไทยให้เป็นครัวโลกอาจมีโอกาสเป็นจริงเพียงจำกัด ด้วยเหตุนี้ จึงควรจะประเมินกันอย่างจริงจังว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาจะผลักดันการเป็นครัวโลกด้วยหรือไม่
ความเสียหายร้ายแรงที่สุดอันเนื่องมาจากภาวะน้ำท่วมจะอยู่ภายในสามเหลี่ยมทองคำ อันได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำรอบแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งรวมกรุงเทพฯไว้ในนั้นด้วย พื้นที่ดังกล่าวได้จากการลากเส้นคร่าวๆ จากปากแม่น้ำบางปะกงตรงไปยังปากแม่น้ำแม่กลองและจากปากแม่น้ำทั้งสองลากเส้นไปพบกันที่ปากน้ำโพ พื้นที่ตรงนี้มีสถานะเป็นหัวใจของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางทางสังคม เศรษฐกิจและการบริหารจัดการ ภาวะน้ำท่วมเมื่อปี 2554 แม้จะร้ายแรงมากก็จริง แต่จะน้อยกว่าผลของการท่วมใหญ่ครั้งต่อๆ ที่จะร้ายแรงกว่ามากเนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นพร้อมกับพายุที่เกิดบ่อยขึ้นและร้ายแรงขึ้น
เมื่อไม่นานมานี้มีแนวคิดที่จะถมทะเลเพื่อทำเขื่อนกั้นอ่าวไทยพร้อมกับสร้างประตูขนาดใหญ่ที่ปิดเปิดได้ตามใจชอบ แนวคิดนี้มีตัวอย่างในเนเธอร์แลนด์ชื่อ Maeslantkering ซึ่งใช้ป้องกันพื้นที่ชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศรวมทั้งเมืองรอตเตอร์ดัมจากคลื่นในทะเลเหนือเมื่อเกิดพายุใหญ่ในยามน้ำหนุน โครงการนั้นสร้างเสร็จเมื่อปี 2540 ผมมีโอกาสไปดูด้วยตัวเองเมื่อเดือนกันยายน 2550 โครงการได้รับการออกแบบให้สามารถปกป้องพื้นที่นั้นได้หากประเทศต้องประสบพายุใหญ่คล้ายเมื่อปี 2496
อย่างไรก็ตาม ในช่วงการออกแบบ ความตระหนักเรื่องภาวะโลกร้อนที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและพายุร้ายแรงขึ้นยังไม่มี มาถึงตอนนี้ ชาวดัตช์เองจึงเริ่มไม่แน่ใจว่าโครงการนั้นจะป้องกันประเทศได้มากเท่าไร ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเริ่มคืนพื้นที่บางส่วนซึ่งได้มาจากพื้นดินที่เคยอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลให้กลับไปอยู่ใต้ทะเลอีกครั้ง เขาย้ายชุมชนที่ได้รับผลกระทบบางส่วนออกไปและบางส่วนที่พอจะรักษาไว้ได้ให้เริ่มใช้อาคารสะเทินน้ำสะเทินบก การที่ชาวดัตช์ ซึ่งมีประวัติยาวนานในการต่อสู้กับน้ำทะเลยังยอมถอยน่าจะบ่งบอกว่า เราควรจะศึกษาให้รอบคอบที่สุดก่อนจะลงทุนจำนวนมหาศาลในโครงการสร้างเขื่อนกั้นอ่าวไทย
ควบคู่กันไปกับการศึกษาเรื่องความเป็นไปได้ของการกั้นอ่าวไทยนั้น เราควรรื้อฟื้นโครงการสร้างเมืองใหม่เพื่อถ่ายโอนบางส่วนออกจากกรุงเทพฯ เมืองใหม่ซึ่งครั้งสุดท้ายคิดว่าจะไปสร้างในย่านอำเภอบ้านนาต่อกับแก่งคอยและปากช่องนั้นอาจขยับให้ขึ้นไปถึงทางตะวันตกของจังหวัดนครราชสีมาที่ต่อกับลพบุรีและชัยภูมิ โอกาสที่น้ำจะท่วมพื้นที่ตรงนี้ไม่น่าจะมีมากนัก นอกจากนั้น การเชื่อมต่อกับกรุงเทพฯ คงไม่ยากหากเราตัดสินใจใช้รถไฟความเร็วสูงซึ่งใครต่อใครดูจะอยากมีเพื่อเป็นศักดิ์ศรีของประเทศ
ที่เสนอมานี้เป็นเพียงส่วนเดียว เราจะต้องระดมสมองกันอย่างเร่งด่วนว่าจะทำอะไรบ้างและศึกษาความเป็นไปได้ของหลายๆ ทางออกตามหลักวิชาพร้อมกับหาทางป้องกันความฉ้อฉลไว้ให้พร้อมด้วย






