นายมาร์ค โมเบียส ผู้จัดการกองทุนแฟรงคลิน เทมเพิลตัน ผู้มีประสบการณ์สูงในการลงทุนตลาดเกิดใหม่
รวมถึงไทย ให้ข้อสังเกตต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทย ที่ยืดเยื้อยาวนานมานับสิบปีไว้น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเขาเห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นขณะนี้ เป็นเพียง "วาทะ" ทางการเมืองเท่านั้น แต่คงไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรงจนบาดเจ็บล้มตายกลายเป็นสงครามกลางเมือง อย่างที่หลายคนวิตกกังวลกัน และเชื่อว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น อีกทั้งยังมีความมั่นใจในพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของไทย
มุมวิเคราะห์ของ นายโมเบียส อาจแตกต่างจากนักธุรกิจไทยจำนวนมาก ที่กังวลว่าการเมืองกำลังส่งผลกระทบต่อธุรกิจกันถ้วนหน้า เพราะเขาเชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ได้ทำลายกลไกตลาด ซึ่งอาจจะเป็นจริงก็เป็นได้ เพราะไม่ว่าขั้วการเมืองไหนขึ้นมามีอำนาจ ต่างก็ยังรักษาระบบตลาดทุนนิยมแบบเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง และทุกรัฐบาลจะมุ่งเน้นแต่การสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งในบางยุคนักการเมืองมักจะเอาตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เอาไว้โอ้อวดกันว่าใครทำได้สูงกว่า เสียด้วยซ้ำไป
ระบบตลาดในที่นี้ ก็น่าจะหมายถึงคำนิยามทั่วๆ ไป ที่ทางธุรกิจมักใช้กัน ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมาก กล่าวคือ ตลาดมีระบบกติกาที่แน่นอน เปิดให้มีการแข่งขันทางธุรกิจ โดยรัฐบาลเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่มากนัก และหากดูการพัฒนาระบบตลาดของสังคมไทย ก็จะเห็นว่าขณะนี้ระบบตลาดกินกว้างลึกลงไปทุกหย่อมหญ้า จึงเป็นเรื่องยากมากที่รัฐบาลใดจะมาล้มล้างหรือยกเลิกได้ กล่าวคือ ระบบตลาดของไทยขณะนี้ อาจมีขนาดใหญ่กว่าที่รัฐบาลจะสามารถเข้าไปจัดการได้ ยกตัวอย่างเช่น โครงการจำนำข้าว ก็พิสูจน์ว่ารัฐบาลไม่อาจเอาชนะกลไกตลาดได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเมืองจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบตลาดไม่มากนัก อาจมีส่วนสัมพันธ์ในบางเรื่อง บางกรณี แน่นอนว่าปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น ย่อมกระทบต่อบางด้านที่ไปเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น การท่องเที่ยว แต่โดยรวมแล้วเศรษฐกิจไทยถือว่าพึ่งพาระบบตลาดทั้งในประเทศและตลาดโลกอย่างแยกไม่ออก นอกจากนี้ นายโมเบียส ยังมีความมั่นใจความสามารถของภาคเอกชนไทยอย่างมาก เพราะว่าดูได้จากในอดีตที่เกิดวิกฤติขึ้นหลายครั้ง ทั้งวิกฤติทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่เศรษฐกิจโดยรวมของไทยก็กลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น การมองว่าระบบตลาดนั้น แทบจะแยกออกจากการเมือง จึงเป็นการตอบคำถามว่าเหตุใดความขัดแย้งการเมืองที่ดูเหมือนว่าหาทางออกไม่ได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะว่าโดยแท้จริงแล้วการเมืองก็ยังต้องพึ่งพาระบบตลาดนั่นเอง ในการหล่อเลี้ยงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มตน จึงไม่น่าประหลาดใจว่ารัฐบาลไหนก็มุ่งแต่การพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปตามรูปแบบเดิม แม้แต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ยังเดินหน้าพัฒนาครั้งใหญ่ ด้วยโครงการขนาดใหญ่ โดยโครงการเหล่านี้ก็เกื้อหนุนระบบตลาดนั่นเอง
เราเห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยาวนานในครั้งนี้ อาจจำเป็นที่ภาคเอกชนต้องหันมาช่วยเหลือกันเอง อย่างกรณี สภาหอการค้าไทยกำลังดำเนินการ และเชื่อว่าภาคเอกชนสามารถทำได้โดยไม่มีกลไกรัฐบาลเข้ามาดูแล เพราะว่าในช่วงรัฐบาลรักษาการก็ได้พิสูจน์แล้วว่าแม้จะได้รับผลกระทบอย่างไร แต่โดยรวมแล้วสามารถดำเนินต่อไปได้ ซึ่งจากสถานการณ์ที่ผ่านมา เราค่อนข้างเชื่อว่าการเมืองมีส่วนสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไม่มากนัก หาไม่แล้ว พวกเขาต้องรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น มิใช่การต่อสู้ช่วงชิง อย่างหน้ามืดตามัว โดยหาทางออกไม่ได้









