ในแวดวงของหน่วยงานที่ทำงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้น เรามักจะพบประเด็นที่องค์กรต่างๆ มักจะยกขึ้นมาเป็นแนวทางในการทำงาน
อยู่เสมอๆ คือ community-based adaptation (CbA) ซึ่งเป็นเรื่องของการปรับตัวในระดับชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีความมั่นคงยืนยงต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กับ Ecosystem-based Adaptation (EbA) ซึ่งเป็นเรื่องของการปรับตัวโดยอิงกับระบบนิเวศน์ภายใต้แนวคิดที่ว่าระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ชุมชนรับมือกับผลกระทบของสภาพอากาศแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้ ซึ่งทั้ง 2 แนวทางนั้นก็ยังมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับชุมชนขนาดเล็กเป็นหลัก
แต่อย่างไรก็ดี การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณากันในหลายระดับ (scale) และหลายภาคส่วน (sector) ซึ่งในแง่นี้ เมือง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมืองขนาดใหญ่) จัดว่าเป็นหน่วยสังคมที่ควรจะต้องคิดถึงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเมืองนั้นมีความไว (sensitivity) ต่อความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมด้วยเหตุผลที่ว่า เมืองนั้นเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นและมีความสำคัญหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ดังนั้น ผลกระทบของสภาพอากาศแปรปรวนหรือการเปลี่ยนแปลงในทางลบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก และ/หรือ ก่อเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจสูง
กรุงเทพมหานครจัดว่าเป็นเมืองที่อยู่ในข่ายเสี่ยงต่อสภาพอากาศแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหลายประการ ภาวะน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 นั้นเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาน้ำท่วมที่จะเกิดต่อกรุงเทพฯ ซึ่งตามการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอนาคตที่ได้มีการศึกษาไว้นั้น ปริมาณฝนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนซึ่งอาจส่งผลให้มีปริมาณน้ำหลากในช่วงปลายฤดูฝนมากขึ้น ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออาจมีกำลังแรงขึ้นในอนาคต ส่งผลให้ระดับน้ำในอ่าวไทยสูงขึ้น ก็จะทำให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงทะเลได้ช้าลง แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อาจอนุมานได้ว่าความเสี่ยงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในอนาคตน่าจะสูงขึ้น
นอกจากนั้น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ก็ยังอาจส่งผลให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มสูงขึ้นด้วยความเสี่ยงในอนาคตอีกประการหนึ่งก็คือ ปริมาณฝนในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดน้อยลงในช่วงฤดูร้อนหรือหน้าแล้งประกอบกับแนวโน้มการทำการเกษตรแบบเข้มข้นในหน้าแล้งอาจส่งผลให้ภาคการเกษตรต้องใช้น้ำมากขึ้น และหน้าร้อนที่มีแนวโน้มอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นและยาวนานมากขึ้นก็จะยิ่งทำให้การใช้น้ำในภาคการเกษตรยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอีกการที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำจำกัดและมีแนวโน้มการใช้น้ำในหน้าแล้งเพิ่มขึ้นเช่นนี้อาจส่งผลให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดลงและทำให้น้ำเค็มรุกล้ำเข้ามาในแม่น้ำ ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ถ้าหากน้ำเค็มขึ้นมาถึงบริเวณที่สูบน้ำไปทำน้ำประปา และถ้าหากการใช้ชีวิตของคนเมืองในอนาคตจะใช้น้ำมากขึ้น ปัญหานี้ก็จะยิ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มากขึ้นเป็นเงาตามตัว นอกจากนั้น กรุงเทพฯก็ยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอื่นๆ ที่จะทำให้ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากสภาพอากาศแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีความรุนแรงมากขึ้นอีก เช่น เรื่องของการทรุดตัวของแผ่นดิน ซึ่งในอดีตเคยเกิดจากปัญหาการใช้น้ำใต้ดิน แต่มีผลการศึกษาว่าหลังจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่อินโดนีเซียเมื่อปี พ.ศ. 2547 ที่ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์คร่าชีวิตผู้คนทางภาคใต้ไปมากมายนั้นมีผลสืบเนื่องทำให้เปลือกโลกบริเวณนี้เป็นเปลือกโลกยุบตัว และกรุงเทพฯก็อยู่ในพื้นที่ที่ยุบตัวลงอย่างช้าๆ ด้วย ซึ่งจะทำให้ปัญหาน้ำท่วมและการกัดเซาะชายฝั่งมีความรุนแรงขึ้นอีก
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความเสี่ยงด้านต่างๆ ของเมืองใหญ่ ดังตัวอย่างกรณีของกรุงเทพฯ ที่กล่าวมาพอสังเขปนี้ทำให้ชวนคิดว่าประเทศไทยควรที่จะต้องมียุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองใหญ่โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความมั่นคงยืนยง (resilience) ต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระยะยาวดังตัวอย่างในต่างประเทศได้แก่ กรุงลอนดอน ซึ่งมียุทธศาสตร์ด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Managing risks and increasing resilience: The Mayor’s climate change adaptation strategy) โดยเน้นเรื่องของการจัดการความเสี่ยงทั้งในเรื่องของภัยพิบัติและภาวะอากาศรุนแรง ได้แก่ น้ำท่วม ภาวะแล้ง และ ภาวะอากาศร้อนจัด นอกจากนั้น ยุทธศาสตร์นี้ยังครอบคลุมประเด็นด้านสุขภาวะของประชาชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และมีการจัดทำแผนดำเนินการระยะยาวเพื่อที่จะมุ่งเป้าไปสู่ความมั่นคงยืนยง (resilience) ต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตอีกด้วย
ในประเทศไทยมีการศึกษาด้านความเสี่ยงของเมืองใหญ่ต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงในอนาคตอยู่น้อย ซึ่งการศึกษาที่มีอยู่บ้างบางโครงการก็ยังไม่ได้จับประเด็นความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตอย่างชัดเจน ทั้งนี้การศึกษาในประเด็นดังกล่าวจัดว่ามีความซับซ้อนเนื่องจากเมืองนั้นประกอบด้วยกลุ่มเศรษฐกิจและกลุ่มสังคมที่หลากหลายซึ่งมีความไวหรือความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงและภัยจากสภาพอากาศแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแตกต่างกัน โดยซ้อนทับอยู่บนพื้นที่ที่เปิดรับต่อความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ประกอบกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพของเมืองจากแรงขับดันของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมก็ทำให้รูปแบบความเสี่ยงของเมือง ตลอดจนความเสี่ยงของกลุ่มสังคมและกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วยในอนาคต แต่อย่างไรก็ดี การศึกษาในประเด็นนี้จัดว่าเป็นเรื่องสำคัญและควรที่จะเร่งให้มีการดำเนินการศึกษาอย่างจริงจังเนื่องจากความสำคัญของเมืองใหญ่ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
การศึกษาด้านความเสี่ยงของเมืองใหญ่ต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงในอนาคตอย่างเป็นระบบนี้จะเป็นการสร้างองค์ความรู้เพื่อควบรวมประเด็นด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเข้ากับแผนหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง เพื่อให้เมืองมีความมั่นคงยืนยงต่อความเสี่ยงในอนาคตจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ทั้งนี้ผู้วางแผนและนโยบายต่างๆ ก็ต้องปรับกรอบแนวคิดในการวางแผนและทำความเข้าใจในบริบทของการวางแผนนี้ซึ่งแตกต่างไปจากการวางแผนในปัจจุบันเนื่องจากเป็นการวางแผนที่ครอบคลุมกรอบเวลาที่ไม่คุ้นเคย เพื่อที่จะผลักดันให้เกิดยุทธศาสตร์การปรับตัวของเมืองใหญ่ต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้






