บริการอีเมล์ของต่างประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น gmail / yahoo / hotmail ผู้ใช้บริการไม่ต้องเสียเงินแต่อย่างใดจนคิดว่าเป็นบริการฟรี
แต่หารู้ไม่ว่ามันไม่ได้ฟรีจริงดังที่คิด เพราะ “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี”
วลี "โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" ผู้เขียนใช้หากินมากว่า 20 ปีแล้ว โดยตั้งเป็นชื่อหนังสือหลายภาค และนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในหลายบทความ ที่มาของวลีนี้ก็คือ "there’s no free lunch" หรือไม่มีอาหารกลางวันที่ฟรี วลีภาษาอังกฤษนี้มีที่มาจากการที่โรงเตี้ยมในอังกฤษเมื่อ 200 กว่าปีก่อน มักติดป้ายว่า "free lunch" แต่ถ้าหากผู้เข้าไปใช้บริการไม่ยอมจ่ายเงินสั่งอาหารอื่นเพิ่มด้วยก็จะถูกโยนออกมาข้างนอก ดังนั้น จึงทำให้เกิดวลีว่า "there’s no free lunch" มีความหมายว่าไม่มีอะไรที่ฟรีจริงๆ มันต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่เป็นแน่
Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิลชื่อดังนำเอาวลีในภาษาอังกฤษนี้มาใช้ในเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีความหมายว่าไม่มีอะไรที่ฟรี กล่าวคือ หากจะได้อะไรมาก็จำเป็นต้องเอาบางสิ่งหรือหลายสิ่งไปแลก
สิ่งที่ Friedman เอามาใช้นี้เป็นสัจธรรมทางเศรษฐศาสตร์ กล่าวคือ ทุกสิ่งที่ได้มาล้วนมีต้นทุนทั้งสิ้น ซึ่งมิได้หมายความว่าต้องเป็นตัวเงิน ตัวอย่างเช่นหากเอาที่ดินไปปลูกมะม่วง อาจได้มะม่วงมาก็จริงอยู่แต่ก็จำต้องเสียสละมะละกอซึ่งอาจปลูกได้แทนจากที่ดินผืนนี้ หรือพูดอีกอย่างว่าได้มะม่วงมาโดยเอามะละกอไปแลก อีกตัวอย่างก็คือการอ่านหนังสือที่ได้มาโดยไม่ต้องจ่ายเงินก็ไม่ฟรีเพราะต้องเสียเวลาไปกับการอ่าน เวลาที่อ่านนี้สามารถเอาไปนอนได้ ดังนั้น จึงได้ความรู้จากหนังสือแต่จำต้องเอาการนอนไปแลก
หากต้องการเป็นคนประสบความสำเร็จในชีวิตก็ต้องเสียสละเวลาที่ควรเอาไปหาความสุขเพื่อเอามาใช้ทำงาน อยากมีรูปร่างสวยก็ต้องยอมเสียสละไม่กินอะไรตามใจชอบ อยากรักษาโรคให้หายก็ต้องยอมรับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น อยากมีความรู้ดีก็ต้องยอมอดทนเอาเหงื่อและน้ำตาไปแลก ฯลฯ
สำหรับบริการอีเมล์ก็เช่นเดียวกัน ตลอดเวลากว่า 15 ปีที่มีบริการนี้มา ผู้คน นับพันล้านคนในโลกใช้บริการกันอย่างกว้างขวางเพราะไม่เสียค่าบริการ โดยมิได้ตระหนักว่าต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัวมากมาย เนื่องจากผู้ให้บริการมีเทคโนโลยีในการประมวลข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้เพื่อนำไปขายหรือใช้ประโยชน์ต่อ
ในสัญญาที่ทุกคนรีบคลิกคำว่า "agree" เมื่อเริ่มใช้บริการอีเมล์นั้น คนแทบจะทั้งหมดมิได้อ่านอย่างละเอียดว่าเขาสามารถเอาข้อความที่เราส่งและรับจากใครต่อใครนั้นไปใช้อะไรได้บ้าง และถึงแม้จะอ่านก็คงละเลยในเนื้อหาเพราะอยากใช้บริการที่เกือบจะเป็นสิ่งขาดไม่ได้ในชีวิตไปแล้ว
วิธีการหลักที่ผู้ให้บริการใช้เพื่อหารายได้ก็คือมองหาคำหลักๆ เพื่อให้รู้ว่าผู้ใช้กำลังพูดคุยกันถึงเรื่องอะไร ด้วยความถี่มากน้อยเพียงใด และในบริบทใด จากนั้นก็เอาบทสรุปของข้อมูลไปจับคู่กับสินค้าที่ผู้โฆษณาเชื่อว่าผู้ใช้บริการสนใจ
ตัวอย่างเช่น ถ้ามีการคุยกันถึงเรื่องการรักษาสุขภาพ การออกกำลังกาย ระหว่างผู้ใช้อีเมล์กันอยู่เนืองๆ โดยใช้คำหลักๆ ในเรื่องนี้ เครื่องจักรที่แสนฉลาดก็จะตรวจจับได้และนำไปสังเคราะห์และจับคู่กับสินค้าประเภทอาหารสุขภาพที่ผู้โฆษณาแต่แรกก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้มีทางโน้มสูงที่จะซื้อสินค้านั้นอยู่ที่ใด แต่ตอนนี้ผู้ให้บริการรู้และจะจับคู่ให้โดยการโฆษณาสินค้านั้นจะไปปรากฏบนจอของผู้รับบริการนั้นอยู่บ่อยๆ ข้อสังเกตก็คือผู้ให้บริการมิได้ทำสิ่งนี้ให้ผู้โฆษณาสินค้าโดยไม่เก็บเงินอย่างแน่นอน และนี่คือแหล่งรายได้ของผู้ให้บริการ
นอกจากนี้ผู้ให้บริการอีเมล์ยังใช้วิธีการที่เรียกว่า "data mining" หรือขุดเหมืองข้อมูล จากข้อความที่ส่งเข้าและส่งออกของผู้ใช้บริการคนหนึ่ง เมื่อตรวจจับ วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ข้ามเวลาก็จะได้ "หน้าตา" ของผู้รับบริการว่าเป็นผู้มีรสนิยมสินค้าใดเป็นพิเศษ มีรายได้สักเท่าใด (หากโอนเงิน ถอนเงิน ยื่นภาษี พูดคุยถึงเรื่องรายได้ผ่านบริการอีเมล์) "หน้าตา" ของผู้บริโภคเช่นนี้เป็นสิ่งหอมหวานในเชิงการตลาดเป็นอย่างยิ่ง
การตรวจจับข้อมูลออกและเข้าเช่นนี้อุปมาเหมือนกับการหา "หน้าตา" ของเจ้าของขยะจากการวิเคราะห์ขยะที่เขาทิ้ง ขยะจะบอกหมดว่าชอบกินผลไม้ใด กินน้ำผลไม้หรือไม่ ชอบกินเหล้าหรือกินเบียร์ ชอบกินเนื้อหรือกินปลา บริโภคผักมากน้อยแค่ไหน เป็นหนี้บัตรเครดิตมากน้อยเพียงใด กินยารักษาโรคอะไร ฯลฯ
พูดสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือเจ้าของขยะหรือผู้ใช้บริการเกือบ "ล่อนจ้อน" หมด หากขุดเหมืองข้อมูลนี้ได้ลึกจริงๆ และสามารถถลุงสินแร่จากเหมืองนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นี่คือสิ่งที่ผู้ใช้บริการอีเมล์ต้องจ่ายไปเพื่อแลกกับการได้ใช้บริการอีเมล์โดยไม่เสียค่าบริการ พูดอีกอย่างแบบเล่นโวหารก็คือใช้บริการโดยไม่ต้องจ่ายเงินแต่ไม่ฟรี
ถ้าคิดว่าการสูญเสียความเป็นส่วนตัวเช่นนี้น่าตกใจ ลองพิจารณาคำให้การของ Edward Snowden อดีตผู้ทำงานให้ National Security Agency ของสหรัฐอเมริกาที่ระบุว่าทางการสหรัฐอเมริกามีโครงการชื่อ Prism ซึ่งเป็นโปรแกรมที่วิเคราะห์อีเมล์และข้อมูลสื่อสารทุกชิ้นในโลกไซเบอร์ ตลอดจนคำพูดที่สื่อสารกันทางโทรศัพท์ทั่วโลกและนำมาหาความเชื่อมต่อกันในเรื่องที่เป็นประเด็น เช่น การค้ายาเสพติด การก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ ฯลฯ หากคำกล่าวนี้เป็นจริงก็หมายความว่าความเป็นส่วนตัวของพวกเรานั้นแทบไม่เหลือเลย
รัฐบาลจีนมีบริการอีเมล์ให้ประชาชนใช้ จีนมี facebook ในเวอร์ชั่นของจีนเองเนื่องจากไม่ไว้ใจอีเมล์อเมริกัน สำหรับคนไทยและข้าราชการไทยนั้นเราใช้บริการอีเมล์ต่างประเทศกันอย่างกว้างขวาง และน่าจะ "ล่อนจ้อน" โดยมิได้ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดต่อประเทศ
ปัจจุบันสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สรอ. มีบริการอีเมล์ MailGoThai สำหรับให้ข้าราชการไทยสื่อสารถึงกัน ปัจจุบันมีผู้ใช้ประมาณกว่า 230,000 คน ซึ่งถือว่ายังต่ำอยู่มาก
บริการอีเมล์นั้นสะดวก ไม่เสียค่าบริการ แต่อย่าได้คิดเลยแม้แต่ขณะจิตว่ามันเป็นของฟรี.....เพราะ "โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี"









