วันนี้เดินไปไหน มาไหน คำถามยอดฮิตทั้งจากนักธุรกิจ ข้าราชการ แม้กระทั่งนักการเมืองเอง "เมื่อไหร่จะจบ"
เป็นคำถามที่หาคำตอบได้ยากในสถานการณ์อย่างนี้ อาจเป็นเพราะผู้คนจำนวนมาก มองไม่เห็นทางออกของบ้านเมืองว่าจะเป็นอย่างไร
แน่นอนภายใต้"สุญญากาศรัฐบาล"และความขัดแย้งทางการเมืองที่ลากยาวอยู่ตอนนี้ ยังเชื่อว่าเดือนนี้ความร้อนแรงจะไม่เกิดขึ้นเฉพาะอากาศเท่านั้น แต่จะเป็นเดือนที่ร้อนแรงที่สุดสำหรับการเมืองไทย
หลายฝ่ายประเมินกันว่าเดือนนี้น่าจะเป็นเดือนที่ต้องจับตามองในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งในทางการเมืองที่รุนแรงของ 2 ขั้ว 2 ฝ่าย อย่างเห็นได้ชัด น่าจะอยู่ในสภาพต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน
อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าเดือนนี้น่าจะ"จบสักที"โดยเฉพาะความขัดแย้งในทางการเมืองที่เป็นอยู่ ส่วนจะจบรูปแบบไหน มีการวิเคราะห์กันไว้ต่างๆ นานา บ้างก็บอกว่าทั้งสองฝ่ายจะจบลงด้วยการถอยคนละก้าว แต่บนเงื่อนไขที่สองฝ่ายยอมรับได้
ว่ากันว่าตลอดเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้น ก็มี "นายทหาร" คอยประสานการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่ายมาอย่างต่อเนื่อง แม้การเจรจาจะยังไม่ตกผลึกเสียทีเดียว
ทว่าการพูดคุยในหลากหลายรูปแบบเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายสำคัญคือทำอย่างไรให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีจุดจบ มีทางออก
แม้ในทางสว่างทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่ยอมลดราวาศอก ยังห้ำหั่นกันด้วยรูปแบบต่างๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการนัดรวมพลของกลุ่มผู้ชุมนุม ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งการเจรจาก็เกิดขึ้นเช่นกัน เพราะทุกฝ่ายต่างต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข หากอยู่ในสภาพเช่นนี้ ปัญหาจะตามมาอีกมากมาย
โดยเฉพาะผลกระทบหนักที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและธุรกิจ วันนี้ภาคธุรกิจทุกกลุ่มต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกัน ที่ไม่อาจจะทนกับความขัดแย้งทางการเมือง ผลกระทบตกหนักอยู่ที่ภาคธุรกิจ ทุกสาขาอาชีพเริ่มที่จะทนกับสภาพที่เป็นอยู่ไม่ได้
สถานภาพของรัฐบาล วันนี้คงจะขึ้นอยู่กับการจัดการของ"องค์กรอิสระ"ว่าจะชี้มูลหรือตัดสินคดีที่คั่งค้างอยู่ได้อย่างไร โดยเฉพาะนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่กำลังเผชิญกับมรสุมมากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว ที่อยู่ในมือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และรอวันเวลาชี้มูลความผิดว่ามีการละเว้นปฏิบัติหน้าที่และมีการทุจริตหรือไม่ ส่วนจะจบภายในสิ้นเดือนนี้หรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นระทึก
ประเด็นถัดมาเรียกว่าสดๆ ร้อนๆ นั่นคือ กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ"รับ"วินิจฉัยดคีที่กลุ่มส.ว.ร้องให้วินิจฉัย"สถานภาพ"ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กรณีโยกย้าย"ถวิล เปลี่ยนศรี"
คำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกฯยิ่งลักษณ์ กระทำการต้องห้าม ตามมาตรา 268 นั่นคือการย้าย "ถวิล" โดยมิชอบ เป็นเหตุให้ความเป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง เมื่อเป็นอย่างนี้มีการประเมินถึงขั้นว่านายกฯยิ่งลักษณ์ จะสิ้นสภาพลง จะเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 วรรคหนึ่ง (1) ด้วย
หากเป็นอย่างนี้หมายถึงว่า คดีนี้อาจต้องสร้างจุดจบให้กับรัฐบาลเร็วขึ้น แต่นี่ยังเป็นเพียงการคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น แต่ที่แน่ๆ คดีนี้น่าจะเห็นจุดจบเร็วกว่าคดีรับจำนำข้าวแน่นอน แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะให้เวลานายกฯยิ่งลักษณ์ชี้แจงภายใน 15 วันก็ตาม
ในทางคดีจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ว่ากันไป แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้มีการพูดถึงว่าระหว่างทางจะมีการ"ปฏิวัติเงียบ"เกิดขึ้นเสียแล้ว เป็นการปฏิวัติโดยกลุ่มคนมีสีที่จะเข้ามาจัดระเบียบความขัดแย้ง เพื่อนำพาประเทศไปสู่ความสงบสุข
เมื่อเป็นอย่างนี้ ประเทศไทยคงหนีไม่พ้น"นายกฯคนกลาง"ที่ 2 ฝ่ายยอมรับ ภายใต้คณะรัฐมนตรี-นายกฯคนกลาง ก็จะมีผู้ชายที่ชื่อ " ป." เข้ามานั่งตำแหน่งรองนายกฯ ดูแลด้านเศรษฐกิจ คนนี้ถูกส่งผ่านมาจาก กปปส.
ส่วนเก้าอี้นายกฯคนกลางถูกจัดวางไว้ให้คนที่ 2 ฝ่ายยอมรับ ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือ"นายพล ป."
ยิ่งกว่านี้พูดกันถึงขั้นว่าหากยุติได้ การบริหารประเทศของนายกฯคนกลาง จะใช้เวลา 1 ปี เพื่อปฏิรูปประเทศ พร้อมๆกับจะออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ไม่รวมคนแดนไกล มีการวิเคราะห์กันถึงขั้นว่าเดือนนี้ทุกอย่างจบ






