คงอาจจะพอจำกันได้อยู่บ้างนะคะว่า เมื่อคราวที่แล้ว ดิฉันชวนคุยเรื่อง คำถามที่ฝากไปถึงบริษัทจดทะเบียน ในช่วงฤดูกาล AGM
หรือการประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2557 นี้ ว่า พี่น้องอาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น จากชมรมอาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย จะไปทำหน้าที่ ตัวแทนสมาคมฯ เข้าร่วมประชุม และมีคำถาม แนวทาง เรื่องนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชัน ของท่านผู้บริหาร แต่ละแห่ง อันเป็นความร่วมมือ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนไทย อาทิ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) และ กลต. นัยว่า สร้างความตื่นตัวอยู่ไม่น้อย ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่ประเทศต้องการ การ “ปฏิรูป” จึงเหมือนการตีเหล็กยามร้อนฉ่า
คราวนี้ ลองหันกลับมามองฝั่งของผู้ถือหุ้นบ้าง หลายท่านอาจค้อนควัก เหลือกถลึงตา ใส่ดิฉันว่า นี่จะหันมา “งับ” กันเองหรือไร ใยไม่เข้าข้างนักลงทุน ด้วยกันล่ะ ไหนว่าเป็นสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ที่บอกว่า เป็นองค์กรตัวแทนผู้ถือหุ้นรายย่อย ฮึ…จะให้เข้าข้างตะพึดตะพือ คงจะเสียหลักการ ของการเป็นอีกหนึ่งองค์กร ในการร่วมสร้างธรรมาภิบาลของตลาดหุ้นไทย เป็นแน่แท้
ดิฉัน จึงยอม ยอมที่จะให้เคืองใจ ขอเป็นกระจก สะท้อน ภาพเล็กๆ แต่เป็นภาพจริงที่หากไม่กลบ ลบทิ้งอาจลุกลาม ลามทุ่งแห่งความศรัทธาของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ได้
การตื่นตัวของผู้ลงทุนไทย เกิดขึ้นอีกครั้งหลังต้มยำกุ้ง แน่นิ่งไปนาน ค่อยๆ ฟื้นตัวและขยายตัว ซึ่งพบว่าคราวนี้ มีพัฒนาการด้านความรู้มากขึ้น ระวังตัวมากขึ้น มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เข้าใจแง่มุมการลงทุน จากองค์ความรู้ที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รุมเข้ามาช่วยกัน หลังจากบทเรียนครั้งนั้นว่า ต้องอัดฉีดความรู้ เป็นวัคซีนป้องกันตัวเองจากสารพัดโรคได้ เฉกเช่นเดียวกับการลงทุน เมื่อมีภูมิ มีความรู้ ย่อมป้องกันความเสี่ยงได้ในระดับที่แต่ละคนจะยอมรับได้
และเมื่อโลกใบนี้ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจิตใจและโครงสร้างทางสังคม การปกป้องเรียกร้องสิทธิของผู้ลงทุน จึงเข้มข้นขึ้น ตามดีกรีความรู้ นับเป็นเรื่องดี ของตลาดหุ้นไทย ที่ยกระดับขึ้นอย่างน่าพอใจ วัดระดับได้ จากทั้งปริมาณ-จำนวนนักลงทุน ที่เดินเข้าตลาดหุ้นเพิ่มจำนวนขึ้น และคุณภาพ-ที่แหลมคม ในการลงทุน
พบว่า ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนเอง ก็ยอมรับว่า นักลงทุนยุคนี้ ฉลาดที่จะเลือกลงทุน คำถามสร้างสรรค์ เจาะทะลวงข้อมูล ที่พวกเขาจะนำไปใช้ตัดสินใจ จนบางครั้งผู้บริหารเองก็ต้องทำการบ้าน เตรียมตัวอย่างหนัก เช่นกัน เมื่อต้องมีคิวเจอกัน ในวันผู้บริหารพบผู้ลงทุน-Opportunity Day ที่จัดขึ้นที่ ชั้น 11 อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นประจำทุกไตรมาส
ท่ามกลาง ความหลากหลายของ นักลงทุน ย่อมมีการปะปนของผู้คนมากมาย ด้วยเช่นกัน ยิ่งยามนี้ เป็น ฤดูกาลการพบปะกันอย่างเป็นทางการ ระหว่าง ผู้บริหารและผู้ถือหุ้น คือ การประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ของทุกบริษัทจดทะเบียน หลังการปิดรอบบัญชี ภายในกรอบเวลา 120 วัน กางปฏิทิน วงไว้คือ ระหว่าง มีนาคม-เมษายน ตามที่รู้กัน แบบมาตามนัด (ยกเว้นบางแห่งที่อาจปิดรอบบัญชี ไม่ตรงงวด ในวันที่ 31 ธันวาคม)
เป็นเรื่องดีที่นักลงทุนตื่นตัวด้านข้อมูลการติดตามข้อมูล และมาพบตัวเป็นๆ ของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ที่ต้องจัดคิว (ทอง) มาพบผู้ถือหุ้น ที่เรียกว่า เป็นทั้งหุ้นส่วน เป็นทั้งเจ้าของเงิน และเป็นทั้งเจ้านาย ฟังดูก็มีความน่ารักแฝงอยู่ พร้อมความกังวลใจ เช่น ต้องเตรียมตัวตอบข้อซักถามได้ทุกประเด็น รับคำชม คำติ การเตรียมสถานที่ อาหาร เครื่องดื่ม มีอาการเครียดกันอยู่ไม่น้อย ดิฉันเชื่อว่า ทุกบริษัท มีความตั้งใจ ในการจัดงานประชุมสามัญประจำปี ให้ดำเนินการไปอย่างราบรื่น เรียบร้อย มีบรรยากาศของความเป็นมิตร เป็นหุ้นส่วนการลงทุน ที่มาพบกันปีละครั้ง
ด้วยสไตล์ไทยๆ น้ำใจเรามีมาก แขกมาเยือน ต้องมีของฝาก ติดมือกลับไป (เกือบ) ทุกบริษัทจดทะเบียน จึงมีของที่ระลึกมอบให้กับผู้ถือหุ้น คุณสุรงค์ บุลกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เคยเล่าถึงเรื่องนี้ว่า “เป็นการตอบแทนน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ท่านผู้ถือหุ้นได้จัดเวลา เดินทางมาพบปะกันปีละครั้ง เป็นความน่ารัก ที่พวกเราอยากแสดงความขอบคุณ เพื่อระลึกถึงกัน แล้วปีหน้าก็กลับมาเจอกันอีก หากยังเป็นผู้ถือหุ้น กันอยู่นะครับ”
จากการแสดง แทนคำขอบคุณ กลายเป็นประเพณีปฏิบัติ ว่า ทุกบริษัทจดทะเบียน ต้องมีของที่ระลึกซะแล้วละคะ หากที่ใด ไม่มีอาจเจอผู้ถือหุ้นต่อว่าได้ เรื่องนี้เป็นละเอียดอ่อน มองต่างมุม จะมีหรือไม่มี พิจารณากันได้หลายมิติ
แต่ในมุมของ “ผู้ลงทุน” พบว่า เมื่อมีการให้สิทธิ ก็เกิดอาการต้องการใช้สิทธิ อย่างเต็มที่ และ เมื่อต้องมีการให้สิทธิผู้ถือหุ้น อย่างเท่าเทียมกันช่องว่างเล็กๆ จึงเกิดขึ้น คือ มีการแตกกระจายปริมาณการถือครองหุ้น ออกเป็นจำนวนย่อย ถึงย่อย ที่สุด คือ หนึ่งหุ้น จากนั้นมาแสดงสิทธิรับของที่ระลึก ทำกันเป็นล่ำ เป็นสัน หรือเดินทางมาในวันประชุม แต่ไม่ได้เข้าห้องประชุม มานั่งจิบกาแฟ ของว่าง ทานอาหาร อิ่มหมีพีมันแล้วจากไป ผิดวัตถุประสงค์ของการจัดงาน เข้าข่ายมากินฟรี รับของฟรี
เป็นที่น่าเห็นใจ กับทีมงาน การจัดงานที่ต้องเตรียมการ พวกเขาไม่มีทางจะคาดเดาใจ ท่านผู้ถือหุ้นได้เลยว่า จะมีผู้มาเข้าร่วมประชุม มากน้อยเพียงใด มามาก-ก็ข้าวของ ขาดแคลน หมดเกลี้ยง รองรับท่านที่มาทีหลังไม่ได้ เพราะต้องใช้เวลาในการเตรียมการ มาน้อย-ก็ข้าวของเหลือ สิ้นเปลืองงบประมาณ โดยใช่เหตุ
แค่คิดก็ เกิดอาการกลัดกลุ้มแทนแล้วล่ะคะ ไม่รวมหน้างาน ที่ต้องเตรียมการ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การจัดระเบียบ จัดคิวการลงทะเบียน การตรวจเอกสาร การนับคะแนน การเตรียมอาหาร ของว่าง ชา กาแฟ ที่ยุ่งสุดเป็นคิวรับของที่ระลึกนี่แหละคะ จนมาวันนี้บริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง เริ่มมีนโยบาย “งด” ของที่ระลึก กันบ้างแล้ว
มีเรื่องราวเกิดขึ้น มากมาย กับภาพที่เกิดขึ้น ไม่ค่อยน่ารักนัก แต่เป็นเพียงบางกลุ่ม กลุ่มเล็กๆ ที่หากปล่อยไว้ อาจลุกลามเป็นไฟลามทุ่ง อย่างที่เรียนข้างต้น ดิฉันของเก็บข้อมูลภาคสนาม และจะกลับมาเล่าให้ฟัง ในคราวหน้า โดยของทิ้งคำถาม ให้ตอบกันในใจเล่นๆ ว่า เมื่อเราถามหาธรรมาภิบาลจากผู้บริหาร เราจึงต้องถามหาธรรมาภิบาลจากผู้ลงทุน ด้วยเช่นกัน โลกนี้จึงจะสมดุล ตามที่จั่วหัวไว้ข้างต้น
ฝากตาราง จำนวนปริมาณผู้ถือหุ้นมากที่สุด 10 อันดับแรก ว่ามีมากน้อยเพียงใด พิจารณากันได้ ดิฉันเอง ก็นึกภาพไม่ออกว่า หากทั้งจำนวน ผู้ถือหุ้นนั้นๆ พร้อมใจกันมาประชุมผู้ถือหุ้นทุกคนแบบมิได้นัดหมาย จะเกิดอะไรขึ้น ตามมา …..
(ขอขอบคุณ ข้อมูล จาก บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด)






