วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โอกาสทำงบสมดุล..ยังอีกนาน

ในช่วงการเมืองร้อนแรง และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีสภาพเพียงแค่รักษาการเท่านั้นทำให้หลายๆ เรื่อง รัฐบาลไม่สามารถทำอะไรได้

เพราะหมิ่นเหม่ที่จะผิดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ก็รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ให้อำนาจไว้ โดยเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณหรือการกู้เงิน ที่อาจเข้าข่ายสร้างภาระผูกพันกับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศต่อ แม้จะในอนาคตรัฐบาลใหม่อาจจะมาจากพรรคเพื่อไทยเองก็ตาม

แต่ที่รอไม่ได้คือ การจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ที่ล่าช้ามากว่า 5 เดือนแล้ว เพราะปกติการจัดทำงบประมาณรายจ่ายจะต้องเริ่มทำกันตั้งแต่ปลายปี 2556 หลังงบประมาณปี 2557 เริ่มใช้ในเดือนต.ค.2556 แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์ทางการเมืองทำให้ต้องสะดุดหยุดชะงัก ไม่สามารถเดินหน้าได้ ทั้งๆ ที่ภายใต้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 นั้น หากรัฐบาลชุดใหม่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ คงจะต้องบรรจุแผนลงทุนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมและขนส่งมาไว้ภายใต้กรอบงบประมาณปี 2558 ไว้ด้วย

จนกระทั่งมีกระแสมาว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 จะมีวงเงินขาดดุลสูงถึง 5 แสนล้านบาทเพื่อรองรับการลงทุนเหล่านั้น จากกรอบวงเงินงบประมาณรวม 2.7 ล้านล้านบาท ทั้งๆ ที่ตามแผนเดิมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เคยประกาศไว้ว่าจะจัดทำงบประมาณสมดุลให้ได้ภายในปี 2560 แต่ถ้ารัฐบาลใหม่ที่จะเป็นผู้จัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2558 จะเดินหน้าลงทุนโครงการเก่าภายใต้กรอบเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทแล้วล่ะก้อ แผนที่จะให้งบประมาณสมดุลตามกรอบเวลาที่ตั้งไว้คงเป็นไปได้ยากและอีกนานเลย เพราะการจัดทำงบประมาณแบบสมดุลได้นั้น นอกจากรัฐบาลต้องมีวินัยการเงินการคลังแล้ว ยังต้องมีองค์ประกอบจากภาวะเศรษฐกิจที่ต้องขยายตัวต่อเนื่อง โดยไม่มีปัจจัยลบเข้ามากระแทกเครื่องยนต์เศรษฐกิจ เช่นปัจจุบันที่มีปัญหาการเมืองที่ไร้ทางออกมาถ่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา

ล่าสุด นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ออกมายืนยันว่า ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงนโยบายจัดทำงบประมาณสมดุลให้ได้ในปี 2560 ของรัฐบาลชุดใหม่ สำนักงบประมาณก็ยังยึดหลักนโยบายเดิม และการจัดทำงบประมาณปี 2558 ตามแผนเดิมกำหนดไว้ว่าจะขาดดุลเพียง 2 แสนล้านบาทลดลงจากปี 2557 และลดลงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2560 ที่จะเป็นงบประมาณสมดุล เพราะแผนจัดทำงบประมาณสมดุลภายในปี 2560 มีมติ ครม.รองรับชัดเจน ดังนั้นหากยังไม่มีมติครม.มาเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์จัดทำงบประมาณให้สมดุลภายใต้กรอบเวลาดังกล่าว สำนักงบก็ยังคงยึดตามมติ ครม.เดิมไปจนกว่าจะมีคำสั่งอื่นเปลี่ยนไป

แม้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ จะยืนยันยึดตามนโยบายเก่า แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ด้วยภาวะเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ โอกาสที่จะจัดทำงบประมาณแบบสมดุลก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผลกระทบจากปัญหาการเมืองส่งผลทำให้การลงทุนถดถอย ขณะที่การบริโภคในประเทศชะลอตัว ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาจะต้องกระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภคเพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐบาลใหม่ มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนจัดตั้ง คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อตอบสนองนโยบายประชานิยมอย่างแน่นอน ฉะนั้นหนทางที่จะจัดทำงบประมาณสมดุล คงอาจเรียกได้ว่า " ปิดประตูตาย" ไปเลยแหละ!!!