ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของยุโรปที่ออกมาเมื่อวานต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปีที่ร้อยละ 0.5
ผนวกกับ หลังจากที่นายเจน วีดส์แมน ประธานธนาคารกลางเยอรมัน ประกาศว่ามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE นั้น มิได้เป็นสิ่งที่เกินวิสัยที่ธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบีจะสามารถออกมาตรการดังกล่าว ก็มีกระแสข่าวหนาหูว่าการประชุมธนาคารกลางยุโรปในวันพรุ่งนี้ นายมาริโอ ดรากิ ประธานธนาคารกลางยุโรป อาจจะประกาศมาตรการดังกล่าว ซึ่งตรงนี้ถือว่ามีเค้าอยู่บ้างเนื่องจากนายวีดส์แมนโดยปกติมักจะยืนอยู่ตรงกันข้ามกับนโยบายการเงินแบบนอกตำราอยู่เสมอมา
ผมขอพูดถึงประเด็นที่สนับสนุนให้มาตรการ QE ของอีซีบี อาจจะอยู่ในแผนของนายดรากิ 5 ประการ ได้แก่
หนึ่ง ก่อนหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมันจะตัดสินให้การซื้อสินทรัพย์ทางการเงินของธนาคารกลางยุโรปสามารถทำได้โดยถูกกฎหมายหากบอกตัวเลขของมูลค่าโครงการไว้อย่างชัดเจนนั้น ได้มีกระแสของความไม่เห็นด้วยเรื่องการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินของธนาคารกลางจากหลายฝ่าย อย่างไรก็ดี หลังจากคำตัดสินดังกล่าวมีขึ้น นายวีดส์แมนที่เป็นเคยหัวโจกในการคัดค้านดังกล่าวก็เริ่มที่จะเลิกต่อต้านแนวทางดังกล่าวแล้ว เลยทำให้การทำ QE เป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะนี้
สอง คำพูดของนายดรากิในการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนที่เคยใช้มาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น OMT (Outright Monetary Transactions) หรือ "การให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยเหลือประเทศใดๆ ก็ตามในยูโรหากเกิดวิกฤติไม่ว่าจะต้องใช้ทรัพยากรมากเพียงใด" คงจะสามารถใช้ได้ผลแค่อีกไม่นานนัก ทั้งนี้มาตรการสุดท้ายที่เป็นรูปธรรมของธนาคารกลางยุโรปต้องย้อนหลังไปไกลถึงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งได้อีซีบีได้ลดดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.25 กรณีนี้คล้ายกับการที่นายเบน เบอร์นันกี อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐที่ตอนเอ่ยถึงคำว่า Tapering ตรงๆ ในเดือนมิถุนายน เมื่อปีที่แล้ว ก็ทำเอาตลาดปั่นป่วนหลังจากที่ยึกยักมาเกือบหนึ่งปี ด้วยเหตุนี้ มาตรการที่เป็นรูปธรรมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทำให้ยุโรปไม่ตกอยู่ในภาวะเงินฝืดในอนาคตอันใกล้ ซึ่งญี่ปุ่นเคยพลาดตกหล่มดังกล่าวจนเศรษฐกิจต้องซบเซาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี
สาม ในขณะนี้แนวโน้มของปัญหาเงินฝืดในยุโรปมีทีท่าว่าจะส่งผลกระทบต่อยุโรปมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันจากวิกฤติในยูเครนที่น่าจะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วยุโรปแม้ว่าจะไม่มากทว่าก็ส่งผลต่อโมเมนตัมได้ หรือจะเป็นการที่เม็ดเงินจากรัสเซียและประเทศข้างเคียงที่ได้หลั่งไหลเข้ามาในยูโรโซนอยู่เรื่อยๆ ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนของยูโรแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ราคาสินค้านำเข้าลดลงและเอื้อให้เกิดเงินฝืด ดังรูปที่ 1
สี่ เศรษฐกิจของยุโรปในขณะนี้ยังต้องการแรงส่งจากตัวช่วยสำคัญอันได้แก่ ค่าเงินยูโรที่ไม่แข็งจนเกินไป จะเห็นได้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนายดรากิได้ย้ำอีกครั้งว่าจะไม่ยอมให้แรงกดดันจากการแข็งตัวของเงินยูโร ดังรูปที่ 2 ไปส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจยูโร
โดยจากการศึกษาของ UC Berkeley พบว่า หากเงินยูโรอ่อนค่าลงร้อยละ 10 จะทำให้จีดีพีของยุโรปโตขึ้นได้อีกร้อยละ 7-8 เนื่องจากราคาสินค้าและบริการที่ถูกลง ที่สำคัญ จะทำให้บริษัทในยุโรปสามารถเจาะตลาดส่งออกใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น
และท้ายสุด ความเป็นไปได้ของนโยบายต่างๆ ซึ่งถือเป็นอาวุธหลักๆ ที่เหลืออยู่ในมือของธนาคารกลางยุโรปสำหรับการประชุมครั้งถัดไป แสดงไว้ดังตารางประกอบ
ผมเชื่อว่าหลังการเลือกตั้งสภาของยุโรปเดือนพฤษภาคมนี้ นายดรากิน่าจะมีมาตรการที่เซอร์ไพร์สบางอย่างออกมาให้ได้ฮือฮาและอาจจะเป็นไปได้ว่าหนึ่งในนั้นคือ QE ครับ
หมายเหตุ : ผู้ที่สนใจเข้ารับการอบรมเรื่อง ‘การลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาค (Macro Investing) ระดับเบื้องต้น’ ในวันเสาร์ที่ 26 เมษายน 2557 ติดตามรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/MacroView LINE ID: MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ









