วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อุทาหรณ์คดี "อุ้มฆ่า-อุ้มหาย"

คำพิพากษาของศาลในคดีอุ้มฆ่า นายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี นักธุรกิจเจ้าของบริษัทจัดหางานชาวซาอุดีอาระเบีย

ที่ให้ยกฟ้องพล.ต.ท.สมคิด บุญถนอมอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมพวกรวม 5 คน ที่ตกเป็นจำเลยนั้น เหตุผลโดยรวมที่ศาลใช้ในการพิพากษา คือ"พยานหลักฐานยังไม่อาจรับฟังได้อย่างมั่นคงเพียงพอ"โดยเฉพาะกับข้อกล่าวหาที่มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตเช่นนี้

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ศาลมองว่า"พยานหลักฐานยังไม่มั่นคง"คือ

O ปากคำพยานส่วนใหญ่เป็นพยานบอกเล่า ตั้งแต่พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศอดีตผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ ไปจนถึงแม่บ้านโรงแรมฉิมพลี และโจทก์ไม่ได้มีการนำสืบประเด็นตามอ้างให้สิ้นกระแสความ

O"แหวน"ที่อ้างว่าเป็นของนายอัลรูไวลี และพนักงานสอบสวนดีเอสไอมองว่าเป็นวัตถุพยานสำคัญนั้น ปรากฏว่าไม่มีความชัดเจนเรื่อง"ที่มา"ถึงขนาดที่ศาลมองว่าอาจเป็นการสร้างพยานหลักฐานขึ้นใหม่ด้วยซ้ำ

จากผลแห่งคดี ด้านหนึ่งย่อมมองได้ว่าเป็น"จุดอ่อน"จากการทำงานของพนักงานสอบสวนดีเอสไอเอง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจพิจารณาได้เหมือนกันในแง่ของ"ฐานความผิด"ในเรื่อง"การบังคับบุคคลให้สูญหาย"หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า"อุ้มฆ่า-อุ้มหาย"ซึ่งบ้านเรายังไม่มี

เมื่อเกิดกรณี"คนหาย"โดยไม่เจอศพ แม้จะได้ตัวผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัย หากไม่ยื่นฟ้องต่อศาลในข้อหา"หน่วงเหนี่ยวกักขัง"ซึ่งมีอัตราโทษไม่มากแล้ว ก็ต้องฟ้องข้อหา"ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน"ไปเลย ซึ่งความผิดฐาน"เจตนาฆ่า"โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต พยานหลักฐานจึงต้องหนักแน่นมั่นคงตามหลักนิติธรรม

ปัญหาคือ"คดีอุ้ม"แทบทุกคดีตั้งแต่ในอดีตหลายสิบปีที่ผ่านมา ผู้ถูกกล่าวหามักเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือมีความเกี่ยวโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ จึงเป็นเรื่องยากที่ญาติผู้เสียหาย จะหาพยานหลักฐานมายืนยันการกระทำความผิดได้ ประกอบกับผู้มีหน้าที่ทำคดีก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐด้วยกันอีก จึงอาจถูกกดดันจากผู้บังคับบัญชาในระดับนโยบาย หรือฝ่ายการเมืองที่รู้เห็น จนทำให้ผลแห่งคดีเบี่ยงเบนไป

บางทีพยานหลักฐานก็พอมี แต่กลับทำให้ไม่มีเสียอย่างนั้น ตัวอย่างที่เห็นๆ กันก็เช่น คดีอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตรอดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม เมื่อปี 2547 คดีการหายตัวไปของนายทนง โพธิอ่านผู้นำแรงงานคนสำคัญ เมื่อปี 2534 หรือคดีอุ้มนายกมล เหล่าโสภาพรรณนักรณรงค์ต่อต้านการทุจริต จ.ขอนแก่น เมื่อปี 2551 เป็นต้น

ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน รับรองอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย โดยรัฐบาลไทยได้ลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีตามอนุสัญญาฯ เมื่อ 9 ม.ค.2555 แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน เพราะยังไม่ได้อนุวัตกฎหมายภายในให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯ

ประเด็นหลักๆ ที่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา หรือยกร่างกฎหมายใหม่เกี่ยวกับความผิดฐาน"อุ้มฆ่า-อุ้มหาย"ก็คือ

- คดีประเภทนี้ต้องไม่มีอายุความ โดยตามอนุสัญญาฯระบุว่า อายุความจะเริ่มนับต่อเมื่อรู้ชะตากรรมของเหยื่อ

- ต้องมีคณะกรรมการอิสระเพื่อติดตาม และตรวจสอบทันทีที่มีกรณีบังคับบุคคลให้สูญหาย ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนกรณีปกติเท่านั้น

- นิยามของ"เหยื่อ"ต้องครอบคลุมทั้งตัวบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย ญาติ และพยาน เพื่อเพิ่มกลไกการให้ความคุ้มครอง และเปิดให้ญาติยื่นฟ้องคดีแทนได้

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้กรณี"อุ้มหาย"เกิดขึ้นได้ง่ายๆ โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอ้างเพียงว่าไม่รู้ไม่เห็น แม้จะเรียกตัวบุคคลที่สูญหายมาสอบสวนจริง ก็ปล่อยกลับบ้านไปแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เหมือนกับที่เคยเกิดหลายๆ กรณีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา...