เรื่องของการบริหารนั้น เรามักจะมี Key Word หรือเป็นคำที่อธิบายหัวใจสำคัญของการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่นคำว่า Management by Objective
หมายความว่าเป็นการบริหารแบบที่ยึดเอา “เป้าหมาย” เป็นตัวตั้งหรือเป็นหัวใจสำคัญ
ในการลงทุนนั้น ไม่มีคำแบบนี้ในตำรา เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าการลงทุนนั้น อาจจะไม่ใคร่มีปัจจัยเดียวที่โดดเด่น ขนาดเอามาเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน อย่างไรก็ตาม ถ้ามีคนถามว่าผมลงทุนโดย “ทำอย่างไร?” คำตอบของผมก็คือ ผมทำหลายอย่าง และถ้าจะใช้คำเลียนแบบเรื่องของการบริหาร ผมจะบอกอย่างนี้ครับ
เริ่มต้นผมจะบอกว่า การลงทุนของผมนั้นเป็น “Investment by walking around” นั่นก็คือ เวลาจะเลือกหุ้นลงทุน แทบไม่ฟังนักวิเคราะห์หรืออ่านจากบทวิเคราะห์ใดๆ เลย ผมชอบ“เดินหา” ไปเรื่อย ๆ ความหมายคือ ผมชอบเดินทางท่องเที่ยว หรือเดินทางไปทำกิจกรรมเรื่องต่างๆ ในสถานที่แตกต่างกันไป ไปทั้งในที่เจริญหรือเป็นแหล่งที่คนมีฐานะดีไปกัน และไปในที่คนชั้นกลางหรือคนจนไปกัน หรือเป็นแหล่งของคนชั้นรากหญ้า ชอบไปต่างประเทศและก็เดินเล่นในที่สุดหรู เช่นเดียวกับที่เสื่อมโทรม
ผมเพียงแต่เป็นคนที่สนใจชีวิตและโลกกว้าง รู้สึกสนุกที่ได้ไปสัมผัสกับผู้คนที่หลากหลาย และได้เห็นความเหมือนความแตกต่างของพฤติกรรมที่น่าสนใจของคน ที่มีความแตกต่างกันเช่นเดียวกับวัฒนธรรมของคนแต่ละถิ่น และนี่ก็คือมิติแรกของการลงทุนในแบบของผม ผมเชื่อว่าการที่เราได้รู้จักหรือสัมผัสกับ “โลกที่กว้าง” จะทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น และจะสามารถวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ได้ถูกต้อง มากกว่าการอยู่กับที่ในบริเวณแคบๆ
ถัดจากการลงทุนแบบเดินไป หรือท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ คือการลงทุนแบบ “Investment by watching around” นั่นคือ การลงทุนมาจากการมองหรือสังเกตสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว โดยเฉพาะถ้าสิ่งนั้นเป็นเรื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่มักเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมต่างๆ ที่เราสามารถนำไปประกอบในการวิเคราะห์หุ้นหรือกิจการที่จะลงทุน ผมทำแบบนั้นจนเป็นนิสัยที่ติดตัว
เวลาเดินเข้าห้าง ผมจะมองดูแทบทุกร้านที่เดินผ่าน ดูว่าร้านไหนมีคนมากและร้านไหนเหงา ดูว่ามีสินค้าอะไรขายและเป็นอย่างนั้นมานานแล้ว หรือเพิ่งมีมาไม่นาน ชอบดูคนที่เดินผ่านไปมา พวกเขามีหน้าตาท่าทางอย่างไร แต่งตัวอย่างไรและเดินเร็วไหม?
เวลาไปบรรยายหรือไปสอนนักศึกษาในแต่ละแห่ง ก็มักจะสังเกตว่าผู้ฟังเป็นอย่างไร อายุเท่าไร เขาสนใจมากน้อยแค่ไหน ไม่ค่อยมองผ่าน ๆ แต่มักจะตั้งใจมอง คิดว่าการ “สังเกต” สิ่งต่าง ๆ นั้น จะทำให้เราสามารถเปรียบเทียบและหา “ผู้ชนะ” ได้ถูกต้อง และนี่คือกระบวนการการเลือกหุ้นที่สำคัญข้อหนึ่ง
วิธีการลงทุนข้อต่อมาก็คือ “Investment by thinking around” นี่คือกระบวนการสำคัญที่สุดข้อหนึ่งที่มักจะทำตลอดเวลา นั่นก็คือเป็นคนคิดตลอดเวลา เวลาพบอะไรหรือสังเกตอะไรอยู่จะคิดไปด้วย เวลาคิดจะคิดในแง่เปรียบเทียบ ระหว่างสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็นแบบเดียวกันที่เก็บไว้ในสมองที่ได้พบมาในอดีต เวลาเห็นว่าร้านอาหารแห่งหนึ่งมีคนรอคิวยาว ก็จะดูว่าเป็นอย่างนั้นแทบทุกวัน หรือมันมีโปรโมชั่นพิเศษ
สิ่งที่คิดนั้นมักจะวนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่าเป็นธุรกิจที่ดีไหม เป็นสถาบันที่ดีไหม เป็นผู้ชนะหรือไม่ และจะเติบโตขึ้นหรือไม่ในอนาคต แม้แต่เวลาที่ไม่ได้เดินดูอะไรหรือไม่ใช่เวลาที่ควรจะคิด เช่น เวลาที่กำลังวิ่งออกกำลังประจำวันในสวนข้างบ้าน ก็มักจะคิดไปเรื่อยๆ ทบทวนสิ่งที่เห็นหรือคิดค้างอยู่
รู้สึกว่าเวลาวิ่งเหยาะนั้น เหมาะกับการคิดแบบ “จินตนาการ” ได้ดีกว่าเวลานั่งอยู่กับที่ บางทีอาจจะเป็นเพราะเราอยู่ในที่กว้างที่ทำให้เราไม่รู้สึกว่ามีขีดจำกัดในการคิด หรือทำอะไรต่าง ๆ
นอกจากการคิดแล้ว สิ่งที่ทำมากที่สุดหรือใช้เวลามากที่สุดอย่างหนึ่งในแต่ละวันก็คือการอ่าน ดังนั้น หลักสำคัญของวิธีการลงทุนคือ "Investment by reading around” ความหมายในข้อนี้คือ วิธีหาหุ้นลงทุนมาจากการวิเคราะห์ ที่ใช้ศาสตร์หรือความรู้ต่างๆ หลากหลายมาก และการที่จะมีความรู้แบบนั้นได้ หมายความว่าต้องอ่านหนังสือมากมายในหลายๆ สาขาวิชา ไม่ใช่เฉพาะแต่เรื่องของเศรษฐศาสตร์ การเงิน การลงทุน หรือเรื่องของการบริหารธุรกิจเท่านั้น
เวลาที่ใช้อ่านหนังสือ คิดว่าเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์น่าจะมากที่สุด ทั้งประวัติศาสตร์การเมืองและประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ เหตุผลที่ชอบอ่านหนังสือแนวประวัติศาสตร์เป็นเพราะช่วยเล่าเรื่องของ “วิวัฒนาการ” ของสิ่งต่างๆ และของมนุษย์ ซึ่งจะทำให้ได้ “ภาพกว้าง” หรือ “ภาพใหญ่” ซึ่งจะช่วยบอกให้รู้ว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นอย่างไร ใครชนะ ใครแพ้ และอนาคตจะมุ่งไปทางไหน ที่สำคัญที่สุด ใครจะเป็นผู้ชนะ? ดังนั้นการลงทุนคือต้อง “Reading around”
หลักการลงทุนข้อสุดท้าย ที่จะพูดถึงเพราะสำคัญเป็นหัวใจข้อหนึ่งในการลงทุน ที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จคือ “Investment by staying around” หรือการลงทุนที่ลงทุนไปเรื่อยๆ ไม่หนีออกจากตลาดในแง่พอร์ตความมั่งคั่ง นั่นคือทรัพย์สินส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดของผมมักจะอยู่กับหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตลอดเวลา
เพราะคิดว่าตลาดหุ้นหรือการลงทุนในหุ้นของกิจการ คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในระยะยาว นี่เป็นข้อหนึ่ง ข้อที่สองในความหมายของการ Staying around ก็คือ อยากลงทุนในหุ้นแต่ละตัวแบบถือยาว ไม่ต้องคิดขายในเวลาอันสั้น คิดว่าปรัชญาลงทุนถูกต้องที่สุดคือถ้าบริษัทดีเด่นและสามารถทำกำไรและเติบโตได้เรื่อยๆ บริษัทจะต้อง“รวย” และรวยขึ้นเรื่อยๆ เราในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของก็จะต้องรวยตามกันไป ไม่มีทางเป็นอื่น ดังนั้นหน้าที่สำคัญของการหาหุ้นลงทุน คือหาบริษัทดีเยี่ยมและเติบโตในระยะยาว
ความหมายของการ Staying around ข้อที่สามคือ หัวใจสำคัญของการลงทุนนั้น อยู่ที่“ระยะเวลาการลงทุน” ยิ่งมีเวลาลงทุนยาวนานเท่าไร ก็จะมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ทุกปีที่ผ่านไป หุ้นในพอร์ตของเราควรจะโตขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 10% ขึ้นไป ถ้ามีเวลาลงทุนถึง 7 ปี ความมั่งคั่งหรือเงินก็โตขึ้นไปไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าตัว ซึ่งคิดว่านี่คือสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก ถ้าอายุยังน้อยและหรือมีสุขภาพดี ยึดมั่นอยู่กับการลงทุนในหุ้นตลอดเวลา แม้ในยามที่ทุกอย่างดู “น่ากลัว”
สำหรับผมแล้ว การมีเวลาลงทุนมากถือเป็น “พร” สำคัญมากสุดข้อหนึ่ง ดังนั้นต้องหาเวลาให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้อยู่ดูการเติบโตของพอร์ต โชคไม่ดีที่ผมอายุค่อนข้างมากแล้ว เมื่อเริ่มลงทุนอย่างจริงจัง สิ่งที่ยังพอทำได้คือพยายามรักษาสุขภาพให้ดี เพื่อทำให้อายุยืนขึ้น โดยอาจไม่จำเป็นต้องทำงาน หรือวิเคราะห์การลงทุนให้หนัก หรือเครียดเพื่อเพิ่มผลตอบแทนปีต่อปี แต่ทำให้อายุสั้นลง
ความสำเร็จของการลงทุนยามนี้ อยู่ที่ว่าจะสามารถอยู่ลงทุนต่อไปได้อีกกี่ปี มากกว่าเรื่องของผลตอบแทนปีต่อปี ถ้าจะพูดแบบ“ดราม่า” อาจจะบอกว่า เมื่อถึงวันหนึ่งที่อายุมากจน“ใกล้ตาย” การ“ลุ้น”เรื่องผลตอบแทนหรือความมั่งคั่งคงจะออกมาว่า ปีนี้จะยัง “Staying around” หรือยังอยู่ไหม? ถ้ายังรอดได้ โอกาสคือจะรวยขึ้นอีก 10% ไม่ต้องคิดว่าจะทำได้ดีแค่ไหน เทียบกับตลาดหรือเทียบกับใคร ๆ









