เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เมียนมาร์ไทมส์ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของพม่า นำเสนอรายงานข่าวและภาพการขุดน้ำมันของชาวพม่า
ในเขตเมืองมินหละ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศ ภาพข่าวที่ปรากฏเป็นภาพของแรงงานท้องถิ่นจำนวนมาก ที่ร่างกายของพวกเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนและน้ำมันดิบ ภาพของเครื่องขุดเจาะน้ำมันขนาดย่อมที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณถูกนำเสนอควบคู่กับภาพความชุลมุนวุ่นวายของการขนถ่ายแกลลอนน้ำมันโดยรถมอเตอร์ไซค์เพื่อนำไปขายให้แก่โรงกลั่นน้ำมันท้องถิ่น
ในทางหนึ่ง ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการแสวงหาโชคทางทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนในพม่า ซึ่งถูกจำกัดมากว่า 40 ปี รอยยิ้มของแรงงานในภาพเหล่านี้ บ่งบอกได้ดีถึงผลในทางบวกของ “ความเปิด” และ “การเปลี่ยนแปลง” ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมซึ่งเกิดขึ้นและพัฒนาอย่างรุดหน้าในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้การลงทุนจะมีความเสี่ยงและมีต้นทุนการขุดน้ำมันที่สูงสำหรับชาวพม่าที่ยังยากจน สิ่งนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อนักแสวงโชคเหล่านี้แต่อย่างใด ในอีกทางหนึ่ง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คือตัวอย่างของความอุดมสมบูรณ์ทางพลังงานของประเทศที่ยังคงหลงเหลืออยู่มาก อันเป็นผลจากการควบคุมการลงทุนภาคเอกชนภายใต้ระบบการปกครองสังคมนิยมของนายพล เนวิน
บริบทการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ การเคลื่อนย้ายทุนอย่างขนานใหญ่จากภายนอก และความต้องการพลังงานของนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านของพม่าอย่าง จีน อินเดีย และอาเซียน ยิ่งเพิ่มพูนศักยภาพของพม่าให้กลายเป็นมหาอำนาจทางพลังงานได้อย่างไม่ต้องสงสัย เห็นได้ชัดเจนเมื่อรัฐบาลพม่าเปิดประมูลแหล่งสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในปี 2556 รัฐบาลและบริษัทต่างชาติต่างตื่นตัวและเข้าร่วมการประมูลอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็น บริษัท Shell ซึ่งในครั้งนี้ร่วมมือกับ Mitsui Oil ของญี่ปุ่น Conoco Phillips ของสหรัฐฯ ร่วมกับ Statoil จากนอร์เวย์ รวมถึงบริษัทหน้าเก่าอย่าง Chevron และ Exxon Mobil จากสหรัฐฯ Totalจากฝรั่งเศส ตลอดจนปตท.สผ.จากไทย
เมื่อพม่ามีศักยภาพและความน่าสนใจทางพลังงานเช่นนี้ โจทย์สำคัญคือรัฐบาลพม่าจะมีการจัดการด้านนโยบายเพื่อการสร้างสมดุลระหว่างการหารายได้ กับการจัดสรรผลประโยชน์กลับเข้าสู่ประเทศและภาคประชาชน รวมถึงการสร้างระบบการลงทุนทางพลังงานที่มีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใสได้อย่างไร ทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างฐานแห่งอำนาจให้แก่พม่าในระดับระหว่างประเทศ ความเคลื่อนไหวหลายประการปรากฏเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลพม่าคิดและให้ความสำคัญกับรากฐานทางอำนาจดังกล่าว เช่น มีการจัดรูปแบบโครงสร้างการบริหารจัดการนโยบายด้านพลังงานใหม่ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีคณะกรรมการบริหารจัดการพลังงานแห่งชาติ (National Energy Management Committee - NEMC) และคณะกรรมการพัฒนาพลังงาน (Energy Development Committee - EDC) เป็นกลไกการกำหนดและติดตามนโยบายพลังงาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงพลังงาน กระทรวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและป่าไม้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจและการวางแผนแห่งชาติ เป็นต้น
รัฐบาลพม่ายังให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ และการเข้าถึงแหล่งทุนและความช่วยเหลือระหว่างประเทศ เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลจัดสัปดาห์ก๊าชและน้ำมันพม่า (Myanmar Gas and Oil Week) ซึ่งเป็นที่รวบรวมข้อมูลแหล่งลงทุนทางพลังงานในประเทศ เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนในประเทศที่ถือได้ว่าเป็นตลาดก๊าชและน้ำมันที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย ซึ่งในงานนี้ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทปตท.สผ. กล่าวยืนยันว่าจะลงทุนด้านพลังงานในพม่าอย่างต่อเนื่อง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือทางการลงทุนด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) จัดทำรายงาน 2 ฉบับ เกี่ยวกับการศึกษาแนวทางการพัฒนา รวมถึงความท้าทายทางการลงทุนในธุรกิจพลังงานในพม่าอย่างยั่งยืน
ล่าสุดรัฐบาลพม่าเปิดโอกาสให้ Oxford Business Groups จัดทำรายงาน The Report Myanmar 2014 ซึ่งเป็นรายงานภาพรวมของการลงทุนที่จัดทำขึ้นสำหรับประเทศพม่าเป็นครั้งแรก โดยได้เปิดตัวไปที่กรุงเนปิดอว์ เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นอกจากนั้น รัฐบาลพม่ายังแสดงความต้องการเข้าเป็นสมาชิก Extractive Industries Transparency Initiative (EITI) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง รัฐบาล กลุ่มธุรกิจ และผู้แทนต่างๆ จากทั่วโลก ที่ส่งเสริมการบริหารจัดการรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างโปร่งใส ซึ่งประเทศที่เป็นสมาชิกจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลรายรับรายจ่ายภาคการผลิตทรัพยากรธรรมชาติ และเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบที่มาและจุดหมายของรายรับรายจ่ายทั้งหมด ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ว่ารัฐบาลพม่าพร้อมรับการประเมินและตรวจสอบโดยผู้สังเกตการณ์จากภายนอก
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของรัฐบาลต่อการพัฒนาระบบการผลิตและการลงทุนทางพลังงานมีอยู่หลายประการ เช่น ระบบและรูปแบบในการประมูลการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปัญหานี้ดูเหมือนจะดำเนินไปควบคู่กับความโปร่งใสในการลงทุน หลายครั้งที่บริษัทต่างชาติ ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับการให้สินบนเจ้าหน้าที่ในรัฐบาล นอกจากนั้น ถึงแม้พม่าจะมีกำลังในการผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างมากและเพียงพอต่อการนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าภายในประเทศ ผลผลิตเหล่านั้นกลับถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ จนเป็นเหตุให้พม่ายังคงเป็นประเทศที่มีการใช้ไฟฟ้าที่ไม่ทั่วถึง และรัฐบาลพม่ายังขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคพลังงานอีกด้วย
ความท้าทายที่มีความสำคัญที่สุดคงจะเป็นเสียงสะท้อนของประชาชนต่อการลงทุนภาคพลังงาน ตัวอย่างเช่น เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม กลุ่มผู้ประท้วงชาวพม่าเรียกร้องให้บริษัทต่างชาติรับผิดชอบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาโรคระบบทางเดินหายใจของชาวพม่าที่อาศัยอยู่บริเวณเส้นทางการลำเลียงและขนส่งก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น หากรัฐบาลพม่าจริงจังในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการภาคการลงทุนด้านพลังงานให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส พร้อมกับแสดงความจริงใจต่อเสียงสะท้อนจากภายใน ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องสิทธิของชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างทั่วถึง ศักยภาพทางพลังงานที่มีอยู่อาจจะนำพาพม่าไปสู่การเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคในอนาคตอันใกล้ และยังจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ






