ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐฯ ประกาศที่กรุงเฮกวันก่อนทำนองเหยียด ๆ คู่รักคู่แค้น วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียว่า
“สหรัฐฯเป็นประเทศที่มีอำนาจที่สุดในโลก... รัสเซียมีอำนาจเฉพาะในภูมิภาค และกำลังคุกคามเพื่อนบ้านของตัวเอง... ไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่ง แต่เป็นเพราะความอ่อนแอ”
มีหรือที่ปูตินจะยอมให้โอบามาหยามน้ำหน้าเช่นนั้น
โลกตะวันตก “โดดเดี่ยว” รัสเซียด้วยการประกาศยกเลิกแผนการประชุมสุดยอด G-8 ที่เมือง Sochi ของรัสเซียในเดือนมิถุนายนนี้
โดยจะประชุม G-7 แทนที่บรัสเซลส์และตัดรัสเซียออกไปเสีย ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านก็จะเป็นการ “ตัดหางปล่อยวัด” อะไรทำนองนั้น
แต่รัสเซียบอกไม่สน “ฉันไม่แคร์” รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ ประกาศเลยว่า การที่ประเทศตะวันตกทั้งเจ็ดตัดเชือกรัสเซีย ไม่ให้เข้าร่วมประชุมสุดยอด “หาใช่โศกนาฏกรรมใหญ่หลวงอะไรไม่”
รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียได้เจอกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ คือนายยอห์น แคร์รี่แล้ว พูดจากันอย่างไรก็ไม่ได้เรื่อง
และแม้แต่รักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน อันดริย เดชชิทส์ยา ก็ได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียแล้วเป็นครั้งแรกหลังจากวิกฤตผนวกไครเมีย แต่ก็ยังเข้าทำนอง “ไปไหนมา สามวาสองศอก” อยู่ดี
เพราะรัสเซียยืนกรานว่า การผนวกไครเมียสิ้นสุดเบ็ดเสร็จแล้ว ไม่มีการถอยหลังอีกขณะที่สหรัฐฯและสหภาพยุโรปบอกว่าถ้ารัสเซียไม่ถอย ก็จะต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรต่อเนื่อง
กลุ่ม G-7 มีประเทศยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, เยอรมัน, อิตาลี, ฝรั่งเศส, แคนาดาและอังกฤษ
รัสเซียได้รับเข้าร่วม “สโมสรคนรวย” ในปี 1999 เป็นการตอบแทนที่ประเทศนั้นยอมก้าวเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย หลังการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในสหภาพโซเวียต
แต่ประเด็นที่สำคัญข้อหนึ่งคือ การที่ยุโรปตะวันตกยังต้องพึ่งพารัสเซียทางด้านพลังงาน เพราะมอสโควขายน้ำมันและแก๊สธรรมชาติให้กับหลายประเทศในยุโรปตะวันตก
ดังนั้น กลุ่ม G-7 จึงต้องปรึกษาหารือว่าจะทำอย่างไร ยุโรปจึงจะลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียหากจะเดินหน้า “ลงโทษ” รัสเซียในกรณีผนวกไครเมีย
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯออกมาตอกหน้ารัสเซียว่า การผนวกไครเมียของรัสเซียเป็นการละเมิด “บันทึกบูดาเปสท์” (Budapest Memorandum) ที่ลงนามในปี 1994
บันทึกบูดาเปสท์เกิดขึ้นหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น รัสเซีย, อังกฤษและสหรัฐฯ เซ็นข้อตกลงนี้เพื่อยืนยันว่ายูเครนมีอธิปไตยเหนือพรมแดนในขณะนั้นซึ่งรวมถึงไครเมีย
บันทึกนั้นทำขึ้นเพื่อแลกกับการที่ยูเครนยินยอมลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่อาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Non-Proliferation Treaty)
โอบามา บอกว่าการที่ปูตินผนวกไครเมียจึงเป็นการทำผิดข้อตกลงนั้น
แต่ปูตินอ้างว่าที่ไครเมีย “กลับสู่อ้อมกอดของรัสเซีย” นั้นเป็นเพราะรัสเซียต้องปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน ของคนเชื้อสายรัสเซียในไครเมีย
สหรัฐฯใช้คำว่า annexation รัสเซียเรียกมันว่า reunion
เรื่องเดียวกันแต่อ้างกันคนละเหตุผลและเป้าหมาย
เมื่อปี 2012 ยูเครนจัดการทำลายยูเรเนียม ที่ใช้ในการผลิตนิวเคลียร์และสหรัฐฯ ช่วยสร้างศูนย์วิจัยนิวเคลียร์เพื่อสันติแห่งใหม่ ที่เมืองคาร์คิฟใกล้ชายแดนรัสเซีย
รัฐบาลที่เคียฟ, เมืองหลวงยูเครน, ต้องปรับท่าทีให้แข็งกร้าวยิ่งขึ้นเพราะทหารยูเครนประจำฐานทัพที่ไครเมียริมทะเลดำยอมยกธงขาวให้กับทหารรัสเซีย “ง่ายเกินไป”
ขณะที่ทหารยูเครนบางคนที่ไครเมียบอกกับนักข่าวว่า รัฐบาลกลางที่เคียฟไม่ได้สั่งการอะไรมาชัดเจน เหมือนจะทอดทิ้งกันหน้าตาเฉย ไม่แสดงความยืนหยัดกับรัสเซีย แล้วจะให้หน่วยทหารที่ไครเมียลุกขึ้นมาสู้ด้วยตนเองกับทหารรัสเซียที่มีทั้งอาวุธและจำนวนคนที่เหนือกว่าได้อย่างไร
ผลก็คือสภาของยูเครนสั่งปลดรัฐมนตรีกลาโหมอีกอร์ เทนยุกห์ ซึ่งเป็นคนรับผิดชอบต่อการกำกับดูแลทหารยูเครน ที่ถูกรัสเซียส่งคนเข้าไปกดดันให้ต้องยอมแพ้ ปลดธงยูเครนและชักธงรัสเซียขึ้นแทน
แต่ท้ายที่สุดรัสเซียจะยอมถอยหรือไม่อยู่ที่ปากท้องคนรัสเซีย
เศรษฐกิจรัสเซียวันนี้มีปัญหาพอสมควร ปีที่แล้วอัตราโตของเศรษฐกิจอยู่ที่ 1.3% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์กันไม่น้อย ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา อาการก็ไม่กระเตื้องขึ้น ยิ่งหากเจอกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯและยุโรปตะวันตก ผลกระทบทางลบก็อาจจะหนักหน่วงขึ้น
วันนี้อัตราเงินเฟ้อพุ่งแรกและเงินทุนก็ไหลออกอย่างมีนัยสำคัญ
และหากเป็นไปตามที่กระทรวงเศรษฐกิจของรัสเซียพยากรณ์เมื่อวันก่อน ไตรมาสแรกของปีนี้จะเห็นอัตราโตของผลผลิตมวลรวมอยู่ที่ศูนย์
การรุกคืบทางทหารอย่างคาวบอยของปูติน ย่อมต้องมีราคาที่จะต้องจ่าย... อยู่ที่ว่าราคานั้นแพงเกินไปสำหรับชาวบ้านรัสเซียหรือไม่... หลังจากที่เสียงเชียร์จากคนรัสเซียจำนวนไม่น้อย เห็นพ้องที่ปูตินแสดงความเด็ดเดี่ยวกับโอบามา ค่อย ๆ แผ่วลงเมื่อปากท้องเริ่มร้องหาอาหารมาแบ่งปันให้ถ้วนหน้ากัน









