วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทเรียนจากอเมริกาเรื่องความล้ำหน้าของภาคการเงิน

คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ธนาคารกลางอเมริกันเปลี่ยนตัวประธานกรรมการจากเบน เบอร์นันกีซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ 8 ปี

มาเป็นเจเน็ต เยลเลน หลังการประชุมใหญ่เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ประธานคนใหม่ประกาศว่า ต่อไปธนาคารกลางจะลดจำนวนเงินที่ทุ่มเข้าไปในเศรษฐกิจผ่านการซื้อพันธบัตรจากภาคเอกชน การลดจะเริ่มในเดือนเมษายนจากเดือนละ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นเดือนละ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์

การทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในเศรษฐกิจแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน ปัจจัยที่ผลักดันให้ธนาคารกลางทำเช่นนั้นมีต้นเหตุมาจากความถดถอยครั้งใหญ่หลวงซึ่งเป็นผลพวงของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ปะทุเมื่อกลางปี 2551 หลังจากนั้น รัฐบาลและธนาคารกลางได้นำมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่ในตำราออกมาแก้ แต่มาตรการเหล่านั้นแก้อะไรไม่ได้มากเนื่องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ธนาคารกลางทุ่มเงินเข้าไปในระบบด้วยความหวังว่าเงินจำนวนมหาศาลนั้นจะจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่มีสภาพคล่องเหลือล้นจะปล่อยเงินกู้มากขึ้น และการปล่อยเงินกู้นั้นจะทำให้การบริโภคและการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

หลังจากเวลาผ่านไป 5 ปีกว่า ปรากฏว่าเศรษฐกิจยังตกอยู่ในภาวะที่ไม่ค่อยดีนักเนื่องจากอัตราการว่างงานยังอยู่ที่ 6.7% นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันมองว่าอัตราการว่างงานระดับนั้นสูงกว่าอัตราปกติซึ่งพวกเขาประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ 5.5% ด้วยเหตุนี้จึงมีเสียงคัดค้านการลดการทุ่มเงินเข้าไปในระบบออกมาจากบางวงการรวมทั้งหน่วยงานที่เบน เบอร์นันกีเข้าไปทำงานอยู่ในปัจจุบันด้วย การเห็นต่างกันทางนโยบายระหว่างนักเศรษฐศาสตร์เป็นของธรรมดา แต่การคัดค้านที่ออกมาจากหน่วยงานที่อดีตประธานธนาคารกลางผู้เพิ่งหมดวาระไปทำงานอยู่ด้วยนับว่าไม่ค่อยธรรมดาแม้การคัดค้านจะไม่ได้แสดงออกมาจากปากเขาโดยตรงก็ตาม

อนึ่ง ในหลายๆ กรณี มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมิได้มีความผิดหรือถูกอย่างแจ้งชัดแบบสีขาวต่างกับสีดำ ผู้กำนโยบายจะเน้นการใช้มาตรการไหนขึ้นอยู่กับภูมิหลังทางด้านปรัชญาเศรษฐกิจทำให้เขาอ่านสถานการณ์อย่างไรและเชื่อว่าอะไรจะให้ผลที่ตนต้องการสูงสุด สำหรับในกรณีของความถดถอยครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้เกิดภาวะปัจจุบัน ความไม่แจ้งชัดมีมากกว่าที่เคยเป็นมาก่อนเพราะบางอย่างเป็นของใหม่และความเข้าใจในวงการเศรษฐศาสตร์ยังขาดอยู่มากโดยเฉพาะบทบาทของภาคการเงินในยุคโลกาภิวัตน์ ในยุคนี้โลกแทบไม่มีพรมแดนเหลืออยู่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรมแดนที่เคยปิดกั้นการไหลเวียนของเงินตราซึ่งอาจโยกย้ายภายในพริบตาจากประเทศหนึ่งไปยังต่างประเทศ

บทบาทหลักของภาคการเงินได้แก่การสนับสนุนภาคอื่นให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและฉับไว ภาคนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับ/จ่ายและการเคลื่อนย้ายเงินจากผู้ที่มีเงินเหลือใช้ไปยังผู้ที่ต้องการใช้ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันนี้ ภาคการเงินมีบทบาทมากขึ้นจนในหลาย ๆ กรณีทำหน้าที่เป็นผู้นำในการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจเสียเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายเนื่องจากเมืองไทยเคยได้รับพิษสงมาแล้วได้แก่กิจกรรมของกองทุนเพื่อเก็งกำไรที่พ่อมดการเงินจำพวกจอร์จ โซรอส ใช้โจมตีค่าเงินบ้างและกระตุ้นและทุบหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์บ้าง ในอเมริกา ภาคนี้มีความล้ำหน้าซึ่งแสดงออกมาอย่างแจ้งชัดในรูปของสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี ในช่วงเวลา 50 ปี สัดส่วนนี้ได้เพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 8%

ภาคการเงินมีบทบาทสูงมากในการทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ปะทุเมื่อปี 2551 ภาคนี้กระตุ้นให้ชาวอเมริกันซื้อบ้านกันอย่างกว้างขวางด้วยเงินกู้ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขาไม่มีศักยภาพสูงพอที่จะชำระหนี้ที่กู้ไป วิธีการสำคัญได้แก่การผ่อนผันจำพวกไม่ต้องชำระหนี้ในช่วงปีแรกๆ หลังจากกู้เงิน สถาบันการเงินนำสัญญากู้เงินดังกล่าวจำนวนมากไปยำรวมกันแล้วแบ่งขายต่อไปให้องค์กรอื่น การแบ่งขายส่วนใหญ่อยู่ในรูปของอนุพันธ์ที่เรียกกันว่า Collateralized Debt Obligation (CDO) หรือหนี้ซึ่งมีหลักประกัน อนุพันธ์จำพวกนี้มักถูกนำไปยำและแบ่งขายต่อไปโดยแทบไม่มีใครเข้าไปตรวจดูให้รู้อย่างถ่องแท้ว่าหลักประกันนั้นมั่นคงแค่ไหน กระบวนการนั้นเป็นการเล่นแร่แปรธาตุครั้งสำคัญของสถาบันการเงิน ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อผู้กู้เงินไปซื้อบ้านต้องเริ่มชำระหนี้ เมื่อจำนวนมากไม่สามารถชำระได้ หลักประกันในรูปของสัญญาดังกล่าวก็หมดค่าส่งผลให้ฟองสบู่ปะทุออกมาทันที

บทบาทของภาคการเงินดังกล่าวนำไปสู่การถกเถียงกันอย่างเข้มข้นว่าจะทำอย่างไรภาคการเงินจึงจะไม่กลับมาสร้างปัญหาจากการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินอีก เท่าที่ผ่านมา การถกเถียงกันยังไม่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนกฎหมายและการควบดูแลภาคการเงินอย่างเข้มงวดขึ้นตามที่บางฝ่ายต้องการ ทั้งนี้เพราะภาคการเงินมีอิทธิพลในวงการเมืองสูงมาก ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่พยายามเดินตามอเมริกาในการพัฒนาภาคการเงินแต่ยังเดินไม่ทันจึงน่าจะหยุดเดินตามไปจนกว่าจะได้ศึกษาจนแน่ใจเต็มร้อยว่าผลร้ายจะไม่เกิดขึ้น

สำหรับเมืองไทยในบริบทของการปฏิรูป ข้อเสนอนี้หมายว่า นอกจากจะหยุดเดินตามอเมริกาไปเพื่อหวังจะทำให้ภาคการเงินล้ำหน้าเช่นของอเมริกาแล้ว ยังควรพิจารณาปรับเปลี่ยนตัวบทกฎหมายที่อาจเอื้อให้ภาคการเงินเล่นแร่แปรธาตุได้จนทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงดังที่มีตัวอย่างให้ดูอยู่แล้วอีกด้วย