วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

งานสงกรานต์สิงคโปร์ไร้น้ำ (ใจ): ถ้าเราดีจริง, ใครก็ขโมยไปไม่ได้

ไม่ต้องตกตื่น แต่ก็ควรจะตั้งข้อสังเกตว่าสิงคโปร์จะจัดงาน “สงกรานต์ 2557” อย่างยิ่งใหญ่

ระหว่างวันที่ 12-13 เมษายน นี้ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ในแวดวงโซเชียลมีเดียช่วงหลายวันที่ผ่านมา

คนไทยที่กลัวว่าสิงคโปร์จะ “ขโมย” วัฒนธรรมดั้งเดิมไปทำมาหากิน ก็เรียกร้องให้มีการประท้วงไปที่ประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้

ล่าสุด ข่าวบอกว่าผู้จัดงานนี้ประกาศว่าสงกรานต์ของเขาจะไม่มีการสาดน้ำ ไม่ใช่เพราะคนไทยจำนวนหนึ่งประท้วง แต่เพราะเขากลัวจะ “เปลืองน้ำ” เนื่องจากสิงคโปร์เป็นเกาะที่มีความกังวลเรื่องน้ำมาก เพราะบางส่วนยังต้องซื้อจากมาเลเซีย และเคยมีเรื่องระหองระแหงกันก็เรื่องน้ำนี่แหละ

ดังนั้น สิงคโปร์จะจัดงานสงกรานต์ “ที่ยิ่งใหญ่” โดยไม่มีน้ำ... สงกรานต์ไม่มีน้ำก็ไม่ใช่สงกรานต์อย่างแน่นอน

คนไทยที่เห็นเป็นเรื่องปกติ ก็ยืนยันว่า ใครก็จัดงานสงกรานต์ได้ ไม่ใช่เรื่องแย่งซีนหรือขโมยของไทยไป ตราบเท่าที่คนไทยยังรู้จักรักษาธรรมเนียมประเพณีของตนเอง ก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาแย่งของเก่าของแก่ของเรา

ผู้บริหารของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยท่านหนึ่ง ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ว่า งานสงกรานต์ที่สิงคโปร์ “ก็เป็นเพียงอีเวนท์เล็กๆ ที่เน้นหารายได้ ไม่เหมือนของไทยที่เป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว”

ท่านบอกว่า “หากจะนึกถึงเทศกาลสงกรานต์ ทุกคนก็จะนึกถึงประเทศไทย”

ความจริง สงกรานต์ไม่ได้มีแต่ในประเทศไทย เพื่อนบ้านเรา เช่น พม่า เขมร และ ลาว ก็มีประเพณีสงกรานต์

สิบสองปันนาของจีนทางใต้ ก็มีงานสงกรานต์ประจำปี กิจกรรมก็มีความละม้ายกับของคนไทย

ธรรมเนียมสงกรานต์จึงเป็นเรื่องของคนในแถบนี้มาช้านาน

แต่สิงคโปร์เป็นกรณี “ธุรกิจ” มากกว่า “ประเพณี” และนั่นอาจจะเป็นที่มาของความเห็นในทางลบต่อสิงคโปร์

บางคนบอกว่าสิงคโปร์จัดงานสงกรานต์ทุกปี เล็กบ้างใหญ่บ้าง เป็นส่วนหนึ่งของการตลาดเพื่อขายของของเขา ปีนี้ที่เป็นข่าวอาจจะเพราะมีการ “ส่งเสริมการขาย” หรือทำโปรโมชั่นคึกคักเป็นพิเศษกระมัง

แต่กระนั้น ประเด็นก็คงจะไม่ใช่ว่าคนไทยจะต่อต้านสิงคโปร์เพราะจัดงานสงกรานต์ หากแต่จะต้องให้คนเห็นความแตกต่างระหว่าง “สงกรานต์ไทย” กับสงกรานต์ในประเทศอื่นๆ รอบๆ บ้านเรา

เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว “สงกรานต์ไทย” เราในช่วงหลังก็เริ่มจะผิดเพี้ยนไปจากประเพณีดั้งเดิมไม่น้อย ไปๆ มาๆ สงกรานต์ที่สิบสองปันนา หลวงพระบางและพม่าอาจจะรักษาประเพณีเก่าแก่ ได้มากกว่าสงกรานต์ในไทยบางแห่งด้วยซ้ำไป

จึงเป็นเรื่องที่คนไทยเองจะต้องทบทวนความหมายของ “สงกรานต์” มากกว่าที่จะตกอกตกใจกับการที่สิงคโปร์จัดงานสงกรานต์

เพราะก่อนหน้านี้สิงคโปร์ก็เคย “ขโมย” ยิ้มของคนไทยไปรณรงค์ระดับชาติมาแล้ว

เขาไม่ได้ขออนุญาตประเทศไทย และเขาก็ไม่ได้ใช้คำว่า “ยิ้มสยาม” แต่รัฐบาลเขาวิเคราะห์แล้วว่า ที่เมืองไทยมีนักท่องเที่ยวมากกว่าเขาหลายเท่านั้น เพราะคนไทยนิสัยต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองมากกว่า ยิ้มแย้มแจ่มใสกว่า เขาจึงสร้างแคมเปญระดับชาติ บอกให้คนสิงคโปร์ทุกคนยิ้มให้กับคนรอบด้านและผู้มาเยือน

ถึงกับเรียกเป็น The Singapore Smile Campaign หรือ “ยิ้มสิงคโปร์” (ไม่ดังเท่า “ลอดช่องสิงคโปร์” ซึ่งเป็นขนมไทยที่ไม่เกี่ยวอะไรกับสิงคโปร์)

แต่จนแล้วจนรอด คนสิงคโปร์ก็ยังไม่อาจจะยิ้มอย่างคนไทยได้ เพราะยิ้มคนไทยเป็นธรรมชาติกว่า และมาจากความรู้สึกจริงๆ มากกว่าคนสิงคโปร์

ดังนั้น ไม่ว่าสิงคโปร์จะจัดงานสงกรานต์ให้ใหญ่โตอย่างไร ก็เป็นเพียงกิจกรรมการขายของ ไม่ใช่ประเพณีทางวัฒนธรรม จึงไม่ใช่ประเด็นที่จะคุกคามความเป็นไทย

อยู่ที่ว่า คนไทยจะรักษาประเพณีสงกรานต์ของเราให้สะท้อนถึงประเพณีอันดีงามได้แค่ไหนมากกว่าที่จะห่วงว่าใครเขาจะ “ขโมย” ของเราไป

ความจริงเรื่องที่คนไทยควรจะห่วงจริงๆ มีเรื่องอื่นๆ ที่เป็นเนื้อหาสาระจริงจังกว่า เช่น วันนี้ไทยเราไม่ได้เป็น “ผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่ง” แล้ว ถูกอินเดียและเวียดนามแซงหน้าไป เพราะนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลนี่แหละ

แต่ก่อนพูดถึงข้าวคุณภาพดีที่สุดของโลก ก็ต้อง “ข้าวไทย” แต่วันนี้เราถูกคนอื่นแย่งตำแหน่งนี้ไปเสียแล้ว

หรือไม่ก็ควรจะห่วงว่ามาตรฐานการศึกษา และธรรมาภิบาลของไทยเราสู้ใครเขาไม่ได้เลย และทำท่าจะแย่ลงไปเรื่อยๆ

ทีเรื่องสำคัญอย่างนี้ เราไม่รู้จัก “ขโมย” ความรู้ความสามารถของสิงคโปร์มาให้เขาโวยวาย...บ้างเลย