วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การทูตของมิเชล

ทริปเยือนจีนครั้งแรกของ “สตรีหมายเลขหนึ่ง” ของสหรัฐฯ อย่างมิเชล โอบามา ควงคู่ลูกสาวทั้งสองคน (ปล่อยให้สามีอยู่เฝ้าบ้านสีขาวแทน)

ตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค. - 26 มี.ค. 57 ได้รับการจับตามองจากทั่วทุกมุมโลก

ทริปนี้มิเชลพาลูกไปเที่ยว หรือเป็นตัวแทนสามีไปทำอะไรที่สำคัญกว่านั้น?

ในสหรัฐฯ องค์การด้านสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรรวมทั้งนักการเมืองหลายคน ต่างออกมาเตือนว่า การเดินทางของมิเชลใช้เงินภาษีประชาชนเพราะฉะนั้น “นี่จึงไม่ควรเป็นการพาลูกสาวไปเที่ยวเมืองนอก” แต่มิเชลควรร่วมแสดงจุดยืนกดดันจีนในประเด็นทางการเมืองโดยเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลจีนหลายคน ยกตัวอย่าง ฮิลลารี คลินตัน ซึ่งเยือนจีนในปี ค.ศ. 1995 และกล่าวสุนทรพจน์เรียกร้องให้จีนเคารพสิทธิสตรี และ ลอรา บุช ซึ่งเยือนจีนในปี ค.ศ. 2008 และเดินทางไปยังค่ายผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนประเทศจีนและพม่าพร้อมทั้งเรียกร้องให้จีนเคารพสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยอย่างมีมนุษยธรรม

ทุกสายตานักวิจารณ์จึงจับจ้องว่า ทริปนี้มิเชลจะได้แต่หยอดคำหวานเอาใจจีน ชิมไปชมไป หรือจะแสดงจุดยืนทางการเมืองให้ชัดเจน ประกาศศักดิ์ศรีตัวแทนของสหรัฐฯ

ทีมงานของมิเชลย้ำตั้งแต่ก่อนเดินทางว่าสาระสำคัญของมิเชลในการเยือนครั้งนี้คือการส่งเสริมการศึกษาและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยเธอจะต่อยอดจากที่โอบามาเคยประกาศนโยบายเพิ่มนักเรียนอเมริกันในจีนจาก 20,000 คนเป็น 100,000 คนและส่งเสริมให้นักเรียนจีนมาเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างพื้นฐานความเข้าใจอันดีในระดับประชาชนของทั้งสองประเทศในอนาคต

ทริปนี้มิเชลยังได้เปิดมิติใหม่ในการสื่อสารผ่านทางอินเทอร์เน็ต เธอไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวร่วมเดินทางไปด้วยโดยให้เหตุผลว่านี่ไม่ใช่ทริปการเมืองแต่เลือกใช้วิธีเปิดสื่ออินเทอร์เน็ตถึงชาวอเมริกันโดยตรงด้วยการเปิด Blog ท่องเที่ยวส่วนตัวในเว็บไซต์ Whitehouse.gov และโพสต์รูปการเดินทางลงอินสตาแกรมมีการโพสต์วีดิโอบันทึกการเดินทางทุกวันและเปิดให้ประชาชนส่งคำถามที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมจีนและสถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้งสอบถามความคิดเห็นของมิเชลเรื่องการศึกษา การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เข้ามาในเว็บไซต์โดยทีมงานจะเลือกคำถามเหล่านี้มาให้มิเชลตอบสั้นๆ ในวีดิโอและโพสต์ลงเว็บไซต์ทุกวันตลอดการเดินทาง

ขณะที่มิเชลอยู่ที่ปักกิ่งมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ก็คือมาดาม “เผิง ลี่หยวน” สตรีหมายเลขหนึ่งของจีนซึ่งเธอเองมีเสน่ห์ และความงามเป็นที่กล่าวขวัญทั้งในจีนและต่างประเทศ เธอเป็นอดีตนักร้องดังของจีน และเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งของจีนคนแรกในรอบสามสิบปีที่มีบทบาทในงานสังคมสงเคราะห์ ภาพของสตรีหมายเลขหนึ่งสองคนใกล้ชิดสนิทสนมและกล่าวชื่นชมกันและกัน มีพลังและเสน่ห์บางอย่างที่หาไม่ได้ในการจับมือถ่ายภาพระหว่างผู้นำประเทศทั่วไป

โปรแกรมเด่นของทริปนี้นอกเหนือจากการชมพระราชวังโบราณและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในปักกิ่ง ซีอาน และเฉิงตูแล้ว มิเชลได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยเป่ยจิงชือฟ่าน ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมชั้นนำของจีนที่จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดและเน้นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยมีจุดมุ่งหมายเตรียมความพร้อมให้นักเรียนเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาตรีในสหรัฐฯ โรงเรียนสาธิตแห่งนี้ยังมีโปรแกรมแลกเปลี่ยนนักเรียนกับโรงเรียนมัธยมชั้นนำของสหรัฐฯ และมีนักเรียนมัธยมสหรัฐฯหลายสิบคนเดินทางมาแลกเปลี่ยนและศึกษาในโรงเรียนแห่งนี้

นอกจากนั้น มิเชลได้ไปเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยสแตนฟอร์ดแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลในการสร้างอาคารเรียนและวิจัย เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและทำวิจัยร่วมกันระหว่างสองมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก มิเชลได้กล่าวสุนทรพจน์ทางการในการเยือนจีนที่นี่ โดยย้ำเน้นถึงคุณค่าของการไปศึกษาต่อและแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ ซึ่งนักเรียนอเมริกันโดยทั่วไปมักขาดความสนใจหรือเห็นว่าเป็นเพียงโอกาสของลูกคนรวย มิเชลประกาศเพิ่มเงินทุนอุดหนุนในโครงการแลกเปลี่ยนต่างๆ เพื่อให้นักเรียนสหรัฐฯ ที่ต้องการโอกาสทุกคนได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างประเทศ

มิเชลให้เหตุผลว่า การไปแลกเปลี่ยนเมืองนอกจะช่วยเปิดโลกทัศน์ และสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน เพราะ “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่านั้นคือความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนของทั้งสองชาติ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว”

การแลกเปลี่ยนจะสร้างพื้นฐานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่ท้าทายนานาประเทศ มิเชลยังอธิบายถึงภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนไป ทุกอย่างเชื่อมถึงกันอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีแห่งการสื่อสาร เพราะฉะนั้น หนุ่มสาวยุคใหม่จึงต้องมีความพร้อมที่จะเป็น “พลเมืองโลก” ซึ่งก้าวข้ามพรมแดนและกรอบของประเทศ

และตรงนี้เอง --- ที่มิเชลเริ่มพูดถึงอินเทอร์เน็ต และกล่าวประโยคทองที่พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ในสหรัฐฯ ทุกฉบับในวันรุ่งขึ้นว่า “เสรีภาพในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม รวมถึงเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในทุกเรื่อง (โดยไม่มีการเซนเซอร์) เป็นสิทธิมนุษยชนสากลที่ติดตัวทุกคนตั้งแต่เกิด”

เรียกว่า ซ่อนสารในสารอย่างแยบคาย ได้ใจกองเชียร์ที่บ้าน และรักษาหน้าเจ้าภาพอย่างจีน สื่อตะวันตกทุกฉบับพาดหัวข่าวว่า มิเชลเรียกร้องเสรีภาพในการสื่อสาร (ซึ่งเป็นปัญหาในจีนที่รัฐบาลตามปิดเว็บไซต์และลบโพสต์ต่อต้านรัฐบาล) ขณะที่หนังสือพิมพ์จีนทุกฉบับก็พาดหัวข่าวว่ามิเชลส่งเสริมให้หนุ่มสาวชาวจีนก้าวตามความฝันไปเรียนต่อสหรัฐฯ บางฉบับก็พาดหัวอย่างภาคภูมิใจว่า มิเชลเรียกร้องให้คนสหรัฐฯ มาเรียนต่อที่จีน ได้ใจหนุ่มสาวชาวจีนและกองเชียร์ชาวจีนรักชาติไปเต็มๆ

จริงๆ แล้ว โดยไม่ต้องกล่าวอะไรมากสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐผู้นี้มีความพิเศษในตัวเองที่สะท้อนสารทางการเมืองเรื่องเสรีภาพของสหรัฐฯได้ดีที่สุด เธอเติบโตจากเด็กยากจนแต่ด้วยความที่เรียนดีและสังคมเปิดกว้างเธอจึงมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี มีหน้าที่การงานที่ดี มีสามีที่ดี มีลูกที่น่ารัก สำหรับชาวจีนแล้วยังยากที่จะจินตนาการว่าสังคมจีนจะให้โอกาสเด็กหญิงคนหนึ่งที่เป็นชนกลุ่มน้อยได้แบบเดียวกัน

มิเชลกล่าวตอนหนึ่งในสุนทรพจน์ว่า “ขอยืนยันว่าในการไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ คุณจะไม่เพียงสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของคุณ แต่คุณยังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของทุกคนที่คุณพบด้วย”

การไปแลกเปลี่ยนที่จีนของมิเชลในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน