ในบทความครั้งที่ผ่านมา เราได้พูดถึงหนึ่งในยุทธศาสตร์หนึ่งของการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC
โดยการทำให้กลุ่มประเทศสมาชิกเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว ซึ่งนอกจากการเปิดเสรีการค้าและบริการแล้ว องค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การดำเนินการให้มีการเคลื่อนย้ายการลงทุนอย่างเสรีใน AEC โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน (ASEAN Comprehensive Investment Agreement : ACIA) ซึ่งลงนามไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 29 มีนาคม 2555 เป็นต้นมา
ACIA มีผลครอบคลุมทั้งการลงทุนทางตรง (Foreign Direct Investment) คือและการลงทุนทางอ้อม (Portfolio Investment) โดยสาระสำคัญของ ACIA มี 4 ประการดังนี้
1. การเปิดเสรีการลงทุนสำหรับธุรกิจ 5 ประเภท อันได้แก่ การเกษตร การประมง การป่าไม้ อุตสาหกรรมการผลิต การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน รวมถึงการบริการที่เกี่ยวเนื่อง และสาขาอื่นใดๆ ตามที่ทุกประเทศสมาชิกตกลงกัน โดยประเทศสมาชิกต้องให้การปฏิบัติต่อผู้ลงทุนของประเทศสมาชิกอื่น เทียบเท่ากับการลงทุนของผู้ลงทุนประเทศตนตามหลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) และเทียบเท่ากับการปฏิบัติต่อผู้ลงทุนของประเทศที่สามตามหลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured Nation Treatment) และต้องไม่กำหนดเงื่อนไขบังคับในการลงทุน (ข้อ 1 (a), 3 และ 5 - 7 ของ ACIA)
2. ให้ความคุ้มครองการลงทุนของรัฐสมาชิก ซึ่งครอบคลุมการชดเชยค่าเสียหายกรณียึดทรัพย์ เวนคืน หรือเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ และนักลงทุนต้องสามารถเคลื่อนย้ายเงินทุนได้โดยเสรี ตลอดจนความโปร่งใสในขั้นตอนของการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุน หากรัฐทำผิดพันธกรณีและก่อให้เกิดความเสียหายต่อการลงทุน นักลงทุนสามารถฟ้องร้องรัฐภายใต้กระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศได้ (ข้อ 1(b), 11 - 16 และ 28 -41 แห่ง ACIA)
3. การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาสู่อาเซียนและการลงทุนภายในอาเซียน โดยวิธีต่างๆ รวมถึงการให้การสนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการทั้งรายย่อยและรายใหญ่ของอาเซียน การขยายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการของอาเซียน (ข้อ 1(d) และ 24 -26 ของ ACIA)
4. การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน โดยการสร้างสภาวะแวดล้อมที่จำเป็นสำหรับการลงทุนทุกรูปแบบ เช่นการพัฒนากฎระเบียบภายในเกี่ยวกับการขออนุญาตประกอบธุรกิจประเภทต่างๆ ให้มีความชัดเจน และมีกระบวนการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น (ข้อ 1(c)(e) และ 22 - 23 ของ ACIA)
การเปิดเสรีตาม ACIA ยังมีความยืดหยุ่นอยู่ค่อนข้างมาก เนื่องจากความแตกต่างของระดับการพัฒนาของแต่ประเทศสมาชิกการเปิดเสรีการลงทุน ดังจะเห็นได้จากการที่มาตรา 9 ของ ACIA เปิดช่องให้ประเทศสมาชิกสงวนธุรกิจที่ยังไม่พร้อมจะเปิดเสรีการลงทุนไว้ในรายการข้อสงวน (Reservation List) ได้โดยไม่ต้องมีการเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าปัจจุบันประเทศสมาชิกทุกประเทศต่างได้ยื่นข้อสงวนของตนไว้ซึ่งมีขอบเขตค่อนข้างกว้างและครอบคลุมธุรกิจหลายประเภท ตัวอย่างเช่น ข้อสงวนของประเทศไทยยังคงห้ามมิให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นเกินร้อยละ 50 ในธุรกิจสิ่งพิมพ์, ฟาร์มปศุสัตว์, ประมง ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เป็นต้น แต่ก็มีบางสาขาธุรกิจ เช่น ธุรกิจเหมืองแร่ที่ประเทศไทยผ่อนปรนให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นได้จากเดิมร้อยละ 49 เป็นร้อยละ 60 ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในข้อสงวน หากผู้อ่านท่านใดสนใจรายละเอียดสามารถเข้าไปศึกษาต่อได้ในเว็บไซต์ของอาเซียน (www.asean.org)
แม้ ACIA จะมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีผลเป็นการเปิดเสรีการลงทุนเท่าใดนัก เนื่องจากยังติดเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อสงวนอยู่จำนวนมาก ซึ่งวัตถุประสงค์ของการอนุญาตให้แต่ละประเทศตั้งข้อสงวนของตนไว้ได้ก็เพื่อที่นักลงทุน และผู้ประกอบการของละประเทศสมาชิกมีเวลาพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถการแข่งขันในการประกอบธุรกิจของตนให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ตามข้อ 9.4 ของ ACIA ก็ได้กำหนดไว้ด้วยว่าข้อสงวนควรจะถูกกำจัดให้หมดภายในปี 2558 ซึ่งเป็นกำหนดระยะเวลาสำหรับการเปิดเสรีการลงทุนเต็มรูปแบบตามที่ปรากฏใน AEC Blueprint สำหรับในช่วงระยะเวลาที่ข้อสงวนยังคงมีผลใช้บังคับอยู่นั้น ก็เป็นโอกาสอันดีที่ผู้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยจะเตรียมพร้อมพัฒนาความสามารถของตนตลอดจนการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเหล่านี้เพื่อการลงทุนในประเทศสมาชิกอื่นต่อไป
พบกันใหม่โอกาสหน้าค่ะ
*********************************
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่








