นับได้ 7 วันพอดิบพอดีกว่าที่ปฏิบัติการดับไฟที่ลุกไหม้ "บ่อขยะแพรกษา" ภายในซอยแพรกษา 8
ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการจะประสบความสำเร็จ โดยทีมงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เข้าไปพิชิต "ไข่แดง" ซึ่งเป็นจุดที่ดับไฟได้ยากที่สุดจนกระทั่งเพลิงสงบลงตั้งแต่ค่ำวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา
+++มองในแง่ดี ผลพวงจากเหตุเพลิงไหม้เผยให้เห็นปัญหาต่างๆที่ "หมักหมม" อยู่ในพื้นที่ กระตุ้นให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและอ้อมออกมาตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ของ "ขยะ" และ "สถานที่จัดเก็บขยะ" ว่าทั่วประเทศมีอยู่กี่แห่ง ที่ใดปลอดภัย ที่ใดอันตราย ที่ใดมีการทุจริตแสวงหาประโยชน์ซ้ำเติมปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว โดยเฉพาะในเขต "อุตสาหกรรม" ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่ จ.สมุทรปราการ
+++"ฉัตรชัย พรหมเลิศ" อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ออกมาให้ข้อมูลว่า ทั่วทั้งประเทศมีพื้นที่ "บ่อขยะ" จำนวน 772 จุด ในจำนวนนี้มีบ่อขยะที่มีพื้นที่เกินกว่า 100 ไร่ จำนวน 69 จุด
+++แต่ตัวแทน "กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม" สำรวจโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมแล้วพบว่า ทั่วประเทศมีพื้นที่จัดเก็บขยะ 4,000 แห่ง เฉลี่ยมีขยะมากถึง 40,000 ตันต่อวัน วันๆหนึ่งคนเราใช้ถุงพลาสติกกันเฉลี่ยแล้วคนละ 8 ใบ ซึ่งพลาสติกนั้นกว่าจะย่อยสลายได้ต้องใช้เวลาถึง 400 ปี!!!
+++เชื่อว่า "บ่อขยะ" ในหลายพื้นที่คงมีปัญหาไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ที่หลายฝ่ายวิตกกังวลคือขยะในพื้นที่อุตสาหกรรมโดยเฉพาะขยะจำพวก "ของเสียอันตราย" ล่าสุด "กระทรวงอุตสาหกรรม" ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม 2.5 ล้านตัน จากขยะอุตสาหกรรมอันตรายทั้งหมด 3.9 ล้านตัน แต่มีเพียง 9 แสนตันที่มีการแจ้งข้อมูลเข้ามายังกรมโรงงานอุตสาหกรรม...แล้วที่เหลือหายไปไหน?
+++เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยอมรับว่ามี "ขยะอุตสาหกรรม" หายไปจากระบบ 20-30% โดยคาดว่าช่องโหว่นั้นเกิดขึ้นในขั้นตอนการ "รีไซเคิล" ที่ทำให้เกิดการลักลอบทิ้งกากของเสียได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องค่ากำจัดที่มีราคาสูงทำให้มีการลักลอบทิ้งเพื่อลดต้นทุนจนสร้างปัญหาตามมา ซึ่งขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังวางแผนจัดการอย่างเร่งด่วน
+++จากปัญหาขยะอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นทำให้มีการงัด "ไม้แข็ง" ขู่ใช้กฎหมายจัดการอย่างเด็ดขาด แต่ในสภาพความเป็นจริงจากปัญหาหลายๆเรื่องที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าใช้ระงับยับยั้งได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น หากจะหวังผลในระยะยาวต้องมีการ "บังคับใช้กฎหมาย" อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
+++ส่วนการจะแก้ปัญหาดังกล่าวอย่าง "ยั่งยืน" นั้นคงหวังพึ่งแต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้ แต่ครั้นจะ "โลกสวย" ด้วยคำพูดที่ว่า "ประชาชน" ต้องเข้ามามีส่วนร่วมก็คงไม่ถูกนัก เพราะหลายๆครั้งที่ประชาชนแจ้งเหตุไป แต่เจ้าหน้าที่เองที่ "ซิกแซก" ด้วยรูปแบบต่างๆ ทั้งที่มีอำนาจหน้าที่...หรือนี่เองที่ทำให้ปัญหายังดำรงอยู่จนทุกวันนี้???









