วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย (2)

บางคนถามว่าหากไม่ต้องคำนึงถึงปัญหาการเมืองซึ่งในที่สุดก็จะต้องมีทางออกในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

ควรมองว่าเศรษฐกิจไทยนั้นในอนาคต 5-10 ปีข้างหน้าจะรุ่งเรืองมากน้อยเพียงใด ผมต้องขอแสดงความเห็นว่าอย่านึกว่าปัญหาการเมืองหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จให้เกิดความปรองดองอย่างแท้จริงจะจบลงได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะมีนักรัฐศาสตร์ท่านหนึ่งประเมินว่าปัญหาการเมืองนั้นหากเป็นความขัดแย้งในเชิงโครงสร้างทางการเมืองแล้ว อาจต้องใช้เวลาสะสาง 20 ปีก็เป็นได้ ในขณะที่ปัญหาที่ไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบันนั้นดำเนินมา “เพียง” 8 ปี ดังนั้น จึงอาจต้องใช้เวลาอีก 10 ปีก็เป็นได้

แต่สมมุติว่าปัญหาการเมืองเป็นปัญหาระยะสั้นก็ต้องบอกว่าเศรษฐกิจไทยนั้นมีทั้งข้อด้อยและข้อดีดังนี้

ข้อด้อย

1. แรงงานของไทยนั้นมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะมิได้มีการพัฒนาศักยภาพของแรงงานและการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง (ลองนับดูว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้นเราน่าจะมีรัฐมนตรีศึกษาฯประมาณ 10 คน) ในส่วนหนึ่งคือความจำเป็นในการยกระดับการศึกษาของเด็กประถมและมัธยม โดยการโอนอำนาจซื้อไปให้กับผู้ปกครองเพื่อให้โรงเรียนตอบสนองกับนักเรียนมากกว่าการทุ่มเทของบประมาณจากรัฐบาล กล่าวคือการกระจายอำนาจอุปสงค์ทางการศึกษาจากกระทรวงศึกษาไปยังผู้ปกครอง ส่วนอีกระดับหนึ่งคือการผลิตแรงงานที่ตรงกับความต้องการของภาคการผลิต ซึ่งเน้นด้านอุตสาหกรรม จึงต้องการช่างฝีมือ วิศวกรและผู้คุมโรงงานแทนการผลิตบัณฑิตที่จบปริญญาซึ่งไม่ตรงกับความต้องการ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมเรียกร้องอยู่ตลอดเวลาแต่ยังไม่ค่อยได้รับการตอบสนอง นอกจากนั้นนโยบายซึ่งพยายามยกระดับราคาสินค้าเกษตรโดยทุ่มเททรัพยากรของรัฐ (โดยมิได้เกิดจากกลไกตลาด) นั้นก็มีแต่จะดึงแรงงานจากภาคการผลิตอื่นๆ กลับเข้าไปภาคเกษตร (ทำให้ภาคการเกษตรผลิตสินค้าส่วนเกินที่ขายไม่ได้) และทำให้การขาดแคลนแรงงานในสาขาการผลิตต่างๆ ขาดแคลนมากยิ่งขึ้น

2. ระบบการขนส่งของไทยพึ่งพาถนนมากเกินไป ซึ่งเป็นระบบที่สิ้นเปลืองน้ำมัน (ที่ต้องนำเข้า) และสร้างมลภาวะและเกิดอุบัติเหตุที่ทำความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ควรที่จะเพิ่มทางเลือกอื่นๆ เช่นระบบรางแต่แผนการลงทุนดังกล่าวก็ถูกตีตกไป ทำให้ล่าช้าและเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ หลายคนตำหนิรถไฟความเร็วสูงว่าไม่คุ้มค่า (จะขาดทุน) และกลัวสร้างหนี้ภาครัฐและคอร์รัปชัน แต่ทางเลือกคือสร้างถนนมากขึ้น ซึ่งก็ต้องใช้งบประมาณของรัฐเหมือนกัน เพราะการประมูลและมีโอกาสคอร์รัปชันเหมือนกัน แตกต่างกันที่การสร้างถนนนั้นรัฐบาลจะหาผลตอบแทน (เก็บค่าผ่านทาง) แทบจะไม่ได้เลย เศรษฐกิจไทยจึงต้องแบกรับต้นทุนค่าขนส่งที่สูงต่อไป

3. พลังงานของไทยกำลังหมดลงอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ ไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราตั้งราคาเอาไว้ค่อนข้างต่ำทำให้ใช้มาก การจะหาแหล่งผลิตก๊าซใหม่ก็หาได้ยาก สัมปทานสำรวจก๊าซธรรมชาติของเก่าก็พยายามปัดฝุ่นนำออกมาให้สำรวจอีก แต่โอกาสพบแหล่งก๊าซน่าจะมีน้อย แต่ยังมีบางคนเข้าใจว่ามีแหล่งก๊าซหลงเหลืออยู่มากและกลัวว่าจะเป็นการ “ปล้นชาติ” หากให้สัมปทานในเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์กับบริษัทที่ทำการสำรวจมากเกินไปและกล่าวอ้างด้วยว่าอาจมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังที่จะได้ผลประโยชน์ แต่ความจริงคือเราน่าจะเริ่มขาดแคลนก๊าซธรรมชาติภายใน 9 ปีข้างหน้า (รายละเอียดขอให้อ่านบทความของคุณบรรยงเรื่องความขัดแย้งของคนดี.....เรื่อง “ทวงคืนพลังงานไทย” ลงในประชาไทยวันที่ 16 มีนาคม 2014) และไม่มีการเตรียมหาพลังงานทดแทนอย่างเพียงพอ เช่น หากจะใช้ถ่านหินก็จะถูกต่อต้านด้านมลภาวะ หากใช้พลังงานนิวเคลียร์ก็คงยิ่งถูกต่อต้านอย่างรุนแรง ส่วนหลังงานประเภทอื่นๆ ก็มีต้นทุนที่สูงมากและในที่สุดอาจต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว ก็จะทำให้ต้นทุนด้านพลังงานของไทยสูงขึ้นอย่างมาก หากประเทศไทยไม่มีคำตอบและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนในเรื่องนี้ก็จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับเศรษฐกิจไทย เพราะปัจจุบันเรายังใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอีกด้วย

4. การพัฒนาภาคเกษตรซึ่งต้องเน้นศักยภาพด้านการผลิต ไม่ใช่การสร้างอุปสงค์เทียม เช่น การประกันราคาสินค้าเกษตรสูงกว่าราคาตลาด ซึ่งทำง่ายแต่ขาดทุนมากและไม่ยั่งยืน ดังเห็นได้จากโครงการต่างๆ ที่มีจุดมุ่งหมายในการยกระดับราคาสินค้าเกษตร ซึ่งไม่เคยมีโครงการใดประสบความสำเร็จเลย แม้แต่ความพยายามของกลุ่มโอเปกที่จะดันราคาน้ำมันเมื่อ 40 ปีก่อนก็ประสบความสำเร็จในระยะสั้นและกลไกอื่นๆ ที่พยายามจะกำหนดราคาและฝืนกลไกตลาด เช่น ดีบุก ยางธรรมชาติ น้ำตาล ฯลฯ ก็ล้มเหลวมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้น จึงควรหันมาพัฒนาศักยภาพด้านอุปทานได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ (แต่โครงการ 350,000 ล้านบาทก็ถูกพับไปแล้ว) การพัฒนาพันธุ์พืชและการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพผลผลิต เป็นต้น แต่โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่จะให้ผลระยะยาวซึ่งนักการเมืองไม่อยากทำเพราะเห็นผลช้าและอาจมีการเลือกตั้งและเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยครั้ง จึงไม่สามารถนำมาโฆษณาเป็นผลงานได้โดยง่าย

ครั้งต่อไปผมจะเขียนถึงข้อดีของเศรษฐกิจไทยครับ