ความผันผวนในตลาดโลกเริ่มตั้งเค้าอีกครั้ง เมื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ประกาศหลังเสร็จสิ้นการประชุม
เป็นเวลา 2 วัน ว่าเฟดจะลดการเข้าซื้อพันธบัตรลงอีกเดือนละ 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายคาดหมายกันเอาไว้สักระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากเฟดก็แสดงท่าทีแล้วว่าจะลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอี ลงไปเรื่อยๆ และได้เริ่มปรับลดคิวอีลงเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
สิ่งที่สร้างความปั่นป่วนให้แก่ตลาด คือการที่ประธานเฟดระบุว่ากรอบเวลาสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยอาจอยู่ในราว 6 เดือนหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยุติลง ซึ่งแนวโน้มที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการผ่อนคลายเชิงปริมาณ จะสิ้นสุดลงภายในปีนี้ ทำให้นักวิเคราะห์ตีความว่าคำพูดของประธานธนาคารกลางสหรัฐ หมายความว่าสหรัฐอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเริ่มตั้งแต่ต้นปีหน้า อันเป็นการสวนทางกับการคาดหมายของนักวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ ที่คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยปลายปีหน้า
เมื่อเป็นเช่นนี้นักลงทุนจึงพากันเทขายหุ้น ท่ามกลางทิศทางการคาดหมายถึงความเป็นไปได้ของการเปิดฉากยุคที่เงินดอลลาร์จะแข็งค่าส่วนหุ้นจะอ่อนค่า ทั้งยังมีการมองกันว่ากรอบเวลาการขึ้นดอกเบี้ย สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงจากยุคดอกเบี้ยต่ำมาก อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาดหมายกันไว้ และปัจจัยลบที่มีผลต่อบรรยากาศในตลาดหุ้นก็น่าจะรวมถึงการที่ญี่ปุ่นเตรียมขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มวันที่ 1 เม.ย. ที่จะถึงนี้ ประกอบกับเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีน ก็มีการเติบโตที่ชะลอลงจนสร้างความวิตกแก่หลายฝ่าย
ในกรณีของญี่ปุ่นนั้น ได้มีการผ่านงบประมาณฉบับใหญ่ที่สุด มูลค่า 937,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอันเปราะบาง และเพื่อรองรับผลกระทบของการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งแรกของประเทศในรอบกว่า 15 ปี โดยจะมีการปรับเพิ่มจาก 5 เป็น 8% ซึ่งการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มนี้เป็นมาตรการที่จำเป็นในการดึงหนี้สินของญี่ปุ่นลงจากระดับที่สูงที่สุดในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว
ในส่วนของจีนนั้น นายกรัฐมนตรีซึ่งรับหน้าที่ดูแลบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ก็ประกาศจะเร่งผลักดันการลงทุนและแผนการก่อสร้าง เพื่อก่อให้เกิดความต้องการในประเทศ อันจะเป็นปัจจัยเสริมประการหนึ่งในการพยุงเศรษฐกิจ หลังจากในระยะหลังเศรษฐกิจจีนเติบโตไม่มากนัก โดยการขยายตัวด้านการลงทุน ยอดค้าปลีก และผลผลิตโรงงาน ต่ำสุดในรอบหลายปีเมื่อช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. จนสร้างความวิตกแก่นักลงทุนทั่วโลก ที่หวั่นว่าเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกจะชะลอตัวลงไปเร็วกว่าที่คิดไว้ และจะฉุดกิจกรรมทั่วโลกให้ซบเซาไปด้วย
เมื่อมองกลับมาที่ไทย ปัญหาทางการเมืองก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน และยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนเช่นกัน ทั้งที่ในช่วงที่สถานการณ์ต่างๆ ในโลกส่อเค้าว่าจะผันผวนนั้น ไทยน่าจะมีคณะทำงานที่จัดทำแผนการต่างๆ ไว้รองรับผลกระทบ รวมถึงวิเคราะห์ถึงแนวโน้มที่จะดำเนินไปในอนาคต ไม่เช่นนั้นหากความผันผวนในโลกเริ่มมีมากขึ้น ส่วนไทยก็ยังวุ่นวายอยู่กับการปัญหาภายใน การรับมือต่างๆ อาจทำได้ไม่เต็มที่หรือทันเวลานัก









