ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมนั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับประเทศเพื่อนอาเซียนหลายเล่ม ประจวบกับผมได้รับเกียรติให้ได้เข้าร่วมการสัมมนา
เรื่อง What is wrong with Democracy? Issues for the New Regional Community-Making จัดโดย API Fellowships Program and Chula Global and Regional Studies Unit
ผมโชคดีอย่างมากที่ได้เข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้ เพราะเป็นโอกาสที่ได้ฟังและคิด-แลกเปลี่ยนกับนักวิชาการฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และปัญญาชนสาธารณะชาวไทย นักวิชาการฟิลิปปินส์ได้แก่ Prof. Dr. Raul C. Pangalangan ศาสตราจารย์และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ และผู้พิมพ์วารสาร The Philippines Inquirer นักวิชาการมาเลเซีย ได้แก่ Datuk Dr. Toh Kin Woon, ประธานกิตติมศักดิ์แห่ง Global Democracy, Governance & Social Justice Programme, Penang Institute และตำแหน่ง Former State Executive Councilor (State Minister), Penang, ส่วนปัญญาชนสาธารณะชาวไทยได้ คุณกวี จงกิจถาวร แห่งหนังสือพิมพ์ The Nation ประธานของ Southeast Asian Press Alliance
การสัมมนาครั้งนี้มีศาสตราจารย์สุริชัย หวันแก้ว เป็นผู้ดำเนินรายการ ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดที่สำคัญ การที่ได้ฟังนักวิชาการทุกท่านประกอบกับการได้พูดคุยกับศาสตราจารย์สุริชัย หวันแก้ว (ทั้งก่อนหน้าและในการสัมมนาครั้งนี้) ผมคิดได้ว่าหากเราสนใจเรื่อง “ประชาธิปไตยกับสังคมไทย” จำเป็นที่จะต้องทำอะไรบ้าง โดยคิดได้อยู่สี่ประการ จึงอยากจะนำมาแลกเปลี่ยนและเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังด้วย
ประการแรก ผมคิดว่าเรา (ไทย มาเลย์เซีย ฟิลิปปินส์) ต้องการกระบวนทัศน์ใหม่ในการทำความเข้าใจความเป็นพลเมืองที่กำลังเคลื่อนไหว (Citizenship on the move) จากเดิมที่เรามองเน้นเพียงด้านของสิทธิทางการเมืองจากกระบวนทัศน์ทางการเมือง แต่ปัจจุบันเราต้องหากระบวนทัศน์ใหม่ที่มองเห็น/และทำให้เราคิดถึงสิทธิทางวัฒนธรรมและสิทธิทางสังคม เพราะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศมีความสลับซับซ้อนมากกว่าที่จะมองจากมุมสิทธิทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญสิทธิทั้งสามด้านไม่ได้แยกออกจากกันแต่อย่างใด
ประการที่สอง ผมคิดว่าเรา (ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์) ต้องทำความเข้าใจ “ความเป็นสมัยใหม่/ความทันสมัย” ในสังคมของเรา/อาเซียนกันใหม่ เพื่อที่จะเข้าใจการปรับเปลี่ยนภายในของสังคม โดยหันกลับมาพิจารณา “กระบวนการทางประวัติศาสตร์” ของเราให้มากขึ้น เพราะความเป็นสมัยใหม่/ทันสมัยจากกรอบคิดและปฏิบัติการจากตะวันตกทำให้ทรัพยากรทั้งหลายของสังคมเราตกอยู่ในมือของชนชั้นนำจำนวนน้อยเท่านั้น และที่สำคัญได้ก่อให้เกิดความแตกกระจาย (fragmented) ของสังคมมากขึ้น จนถึงวันนี้สภาวะการแตกแยกย่อยเริ่มก่อให้เกิดปัญหามากขึ้นทุกสังคม
ประการที่สาม ผมคิดว่าเราต้องการเข้าใจ "ประชาธิปไตยจริงๆ อย่างที่เป็นอยู่ในบ้านเรา" ว่าเป็นอย่างไร เพราะหากเรามองจากมุมของรูปแบบประชาธิปไตยแบบตะวันตก เราอาจจะเห็นหลายสิ่งหลายอย่างเป็นไปตามที่ทฤษฎีว่าไว้ เช่น ในระบบการเมืองต้องมีรัฐสภา มีการเลือกตั้ง ฯลฯ แต่ในความเป็นจริง เรา (สามประเทศ) ก็รู้อยู่เต็มอกว่ารูปแบบคล้ายคลึงและกระบวนการของ "ประชาธิปไตย" ที่ดำเนินอยู่ในแต่ละสังคมนั้นไม่ใช่และไม่ทำงานอย่างที่ควรจะเป็นตามระบอบที่คิดหรือวางเอาไว้
ประการที่สี่ เมื่อเราทำความเข้าใจสังคมการเมืองจากด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องศึกษาทำความเข้าใจ “การเมืองของสังคมไทย” (ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์) ในความหมายของ “ประชาธิปไตยกำลังเคลื่อนไหว” (Democracy on the move) ไม่ใช่การเคลื่อนไหวไปสู่ประชาธิปไตย การทำความเข้าใจ “ประชาธิปไตยที่กำลังเคลื่อนไหว” นี้ จำเป็นและควรจะทำความเข้าใจบทบาทของ “สถาบันการเมืองที่ไม่เป็นทางการ” ที่มีปฏิสัมพันธ์กับ "สถาบันทางการเมืองประชาธิปไตยที่เป็นทางการ" ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็น “ชนบท” หรือระดับชาติ เพื่อที่จะเข้าใจถึงความซับซ้อนของการต่อรอง/ต่อสู้/แลกเปลี่ยน/ประนีประนอม ฯลฯ ที่เกิดขึ้นภายใต้การเมืองที่เป็นทางการ
หากจะพูดให้ถึงที่สุดแล้ว ก็พูดได้ว่าบทบาทของ “สถาบันการเมืองที่ไม่เป็นทางการ” นี่แหละเป็นปัจจัยก่อรูประบอบการปกครองประชาธิปไตยในประเทศของเราทั้งสามประเทศ
ผมจบประเด็นการพูดคุยในวงเสวนาไว้ห้วนๆ เท่าที่เขียนมาข้างต้น หลังจากกลับมาแล้วก็ได้พยายามคิดต่อไปว่าหากจะศึกษา “สถาบันทางการเมืองที่ไม่เป็นทางการ” ของไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เราจะมองเห็นอะไรได้บ้าง
“สถาบันทางการเมืองที่ไม่เป็นทางการ” เป็นส่วนที่ถูกสรรค์สร้างจากเนื้อของแต่ละสังคมเอง เป็นส่วนที่ฝังอยู่ในระบบวัฒนธรรม บางส่วนถูก “สร้างขึ้นใหม่” จากความเชื่อปลีกย่อยบางอย่าง ที่สำคัญ เป็นส่วนที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันและในทุกระดับตั้งแต่ระดับชุมชน หมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด และชาติ
“สถาบันทางการเมืองที่ไม่เป็นทางการ” ทำหน้าที่ที่ซับซ้อนมาก มีทั้งส่วนเป็นปัจจัยขัดขวางกระบวนการทางการเมือง “ประชาธิปไตย” ไม่ให้ทำงานตามที่ควรจะเป็น เช่น ระบบ "เจ้าพ่อ-Local Strong Man" ในไทยและฟิลิปปินส์ที่ทำให้กระบวนการเลือกตั้งหรือกระบวนการตรวจสอบการเมืองเป็นได้ยากลำบาก แต่ในบางด้านบางขณะ "สถาบันทางการเมืองที่ไม่เป็นทางการ" ก็เป็นพลังหนุนเสริมกระบวนการประชาธิปไตย เช่น ระบบบารังกายของฟิลิปปินส์ในหลายพื้นที่ทำให้การตกลงการเลือกตั้งเป็นไปได้โดยที่เกิดความขัดแย้งกันน้อยลง หรือระบบชุมชนในหลายพื้นที่ของไทยที่ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ขอให้คนบางคนเป็นผู้ใหญ่บ้านและขอให้คนบางคนถอนตัวจากการเลือกตั้งเพื่อให้ทั้งหมดของหมู่บ้านดำเนินงานต่อเนื่องไปได้
การศึกษาเพื่อเข้าใจแบบแผนของ “สถาบันทางการเมืองที่ไม่เป็นทางการ” จะทำให้เรา/อาเซียนได้เข้าใจสังคมการเมืองของตนได้ชัดเจนมากขึ้น พร้อมกันนั้นก็อาจจะมองเห็นว่าจะปรับแต่ง/ดัดแปลง/เปลี่ยนรูปของ “สถาบันทางการเมืองที่ไม่เป็นทางการ” ให้กลายเป็นพลังในการส่งเสริมระบอบการปกครองประชาธิปไตยได้
ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าเราต้องหันไปหาความเฉพาะของความเป็นไทย/ความเป็นมาเลย์/ความเป็นฟิลิปปินส์ แบบที่สร้างกันมาในช่วงของการพัฒนาความเป็นสมัยใหม่นะครับ แต่เสนอว่าหากศึกษา “สถาบันทางการเมืองที่ไม่เป็นทางการ” อย่างจริงจัง เราก็อาจจะข้ามพ้นมายาคติบางอย่างที่กำลังก่อปัญหาให้แก่บ้านเมืองของเราไปได้ครับ
ขอขอบคุณ API Fellowships Program และ Chula Global and Regional Studies Unit นะครับ








