ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อมวลชนไม่ว่าทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการขาดการติดต่อและหายไปจากจอเรดาร์
ของเครื่องบินโดยสารของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ MH370 ซึ่งเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์มุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่ง และแม้ว่าประเทศต่างๆ จะรวบรวมสรรพกำลังอุปกรณ์ตลอดจนร่วมมือกันพยายามค้นหา แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่พบร่องรอยของเครื่องบินและยังไม่ทราบชะตากรรมของผู้โดยสารและลูกเรือรวม 239 คน รวมทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากสาเหตุใด กล่าวคือ การประสบอุบัติเหตุเฉกเช่นที่สามารถเกิดขึ้นได้สำหรับการเดินทางด้วยอากาศยานหรือยานพาหนะอื่น หรือเกิดจากการกระทำโดยจงใจของมนุษย์ ดังที่เริ่มปรากฏหลักฐานบางอย่างบ่งชี้ไปในแนวทางหลังในช่วงสองสามวันมานี้
ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของชีวิต ซึ่งมนุษย์ทุกคนอาจต้องพบเจอกับเหตุการณ์หรือภยันตรายคล้ายๆ กันนี้ไม่ว่าวันใดวันหนึ่ง เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม ลมพายุ อุบัติเหตุ การโจรกรรม การจลาจล ความเจ็บป่วย เป็นต้น นำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและอนามัยหรือได้รับความความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ดังนั้น จึงเกิดคำถามตามมาว่าเราจะสามารถจะดำเนินการอย่างไรได้บ้างเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สิน หรือหากแม้นเกิดเหตุการณ์หรือภยันตรายใดๆ ขึ้นแล้วจะสามารถบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง
การทำประกันภัยถือเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อการลดหรือการบรรเทาความไม่แน่นอน ความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สิน โดยทั่วไปแล้วการประกันภัยหมายถึงการกระจายความเสี่ยงภัยที่อาจจะมีขึ้นในอนาคตไปให้บุคคลอื่นรับภาระแทนโดยการทำสัญญาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยตกลงจะชำระเบี้ยประกันภัยและผู้รับประกันภัยตกลงจะชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าทดแทนให้หากเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นตามที่กำหนดไว้ในสัญญาและกรมธรรม์ประกันภัย ตัวอย่างเช่น การเสียชีวิต การบาดเจ็บหรือการทุพพลภาพจากอุบัติเหตุหรือเหตุอื่นๆ เป็นต้น หรือผู้รับประกันภัยตกลงจะจ่ายเงินเอาประกันชีวิตให้แก่ผู้รับประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตภายในกำหนดระยะเวลา เช่น 5 ปี 15 ปี หรือ 25 ปี เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าบุคคลธรรมดา นิติบุคคลตลอดจนองค์กรอื่นๆ ต่างก็มีความคุ้มเคยและนิยมใช้การประกันภัยเพื่อลดและแบ่งเบาความไม่แน่นอน ความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต ทรัพย์สินและธุรกิจของตน ดังจะเห็นได้จากกรมธรรม์ประกันภัยรูปแบบต่างๆ เช่น ประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยอัคคีภัย ประกันภัยน้ำท่วม ประกันภัยทางทะเล ประกันภัยการขนส่งสินค้า ประกันภัยความรับผิด ประกันภัยทรัพย์สิน ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ ประกันชีวิต เป็นต้น ซึ่งการประกันภัยแต่ละชนิดต่างมีเงื่อนไขและจำนวนเบี้ยประกันภัยที่แตกต่างกันไป ซึ่งผู้เอาประกันภัยมีสิทธิเลือกทำประกันภัยตามเงื่อนไขกรมธรรม์ที่ตนเองเห็นว่าเหมาะสมและมีความพึงพอใจมากที่สุด
กรณีหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นตามที่กำหนดในสัญญาและกรมธรรม์ประกันภัยและนำมาซึ่งความสูญเสียหรือความเสียหายแล้ว ผู้รับประกันภัยก็จะชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินให้กับผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ โดยอาจจะเป็นการชดใช้ความเสียหายในรูปของตัวเงินหรือในรูปอื่น เช่น การซ่อมแซมทรัพย์สินให้กลับคงสภาพเดิม การติดต่อประสานงานให้ การอำนวยความสะดวกในกรณีต่างๆ เป็นต้น และนอกจากประโยชน์ในด้านการบรรเทาความเสียหายหรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแล้ว การทำประกันภัยในยุคปัจจุบันยังมีประโยชน์ในแง่การเป็นเครื่องมือทางการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งด้วย
กล่าวคือ การทำสัญญาประกันภัยหรือกรมธรรม์ประกันภัยบางชนิดทำให้ผู้เอาประกันภัยได้รับผลตอบแทนเพิ่มเติมนอกเหนือจากความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ดังจะเห็นได้จากกรณีการทำสัญญาประกันชีวิตที่นอกจากผู้เอาประกันภัยจะได้รับความคุ้มครองชีวิตแล้ว ผู้เอาประกันภัยยังมีสิทธิได้รับผลตอบแทนในรูปตัวเงินกลับคืนเป็นรายปีหรือรายงวดตามเงื่อนไขของกรมธรรม์อีกด้วย ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงสิทธิประโยชน์ของการนำค่าเบี้ยประกันภัยไปหักเป็นค่าลดหย่อนทางภาษีอากร ดังนั้น การทำประกันภัยจึงมีประโยชน์หลายด้าน
อย่างไรก็ดี แม้ว่าการทำสัญญาประกันภัยจะเป็นความยินยอมตกลงร่วมกันระหว่างผู้รับประกันภัยและผู้เอาประกันภัยก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าความตกลงทำสัญญาประกันภัยจะอยู่นอกเหนืออำนาจของบทบัญญัติกฎหมาย เนื่องจากการที่ประชาชนนิยมทำประกันภัยจนส่งผลทำให้จำนวนผู้เอาประกันภัยเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ประกอบกับการประกอบธุรกิจประกันภัยได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วตามสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังขยายตัว รูปแบบการประกันภัยจึงมีความหลากหลายขึ้นเป็นอย่างมากและมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจนี้จำนวนมหาศาลในแต่ละปี การทำประกันภัยและการประกอบธุรกิจประกันภัยจึงมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม การเงินของประเทศและต่อผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้บริโภค
ดังนั้น การทำประกันภัยและการประกอบธุรกิจประกันภัยจึงถูกควบคุมด้วยอำนาจของกฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย พ.ศ. 2550 รวมทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ ผู้รับประกันภัยหรือบุคคลอื่น ๆ ว่าการทำสัญญาประกันภัยนั้นจะได้รับการรับรองและความคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งหากแม้นเกิดข้อพิพาทจากสัญญาประกันภัยแล้วบุคคลที่เกี่ยวข้องก็สามารถนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางศาลได้
ในที่สุดแล้ว แม้ว่าเราจะมีบทบัญญัติกฎหมายเข้ามากำกับควบคุมดูแลการทำประกันภัยและการประกอบธุรกิจประกันภัยก็ตาม แต่ผู้เขียนขอแนะนำว่าก่อนที่ผู้บริโภคจะตกลงทำสัญญาประกันภัยนั้นควรที่จะศึกษาเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยแต่ละชนิดให้ถี่ถ้วน ตลอดจนพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้รับประกันภัย เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เอาประกันภัยเอง และควรถือคติที่ว่าผู้บริโภคมีสิทธิที่จะเลือกครับ








