เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง นานาทัศนะจากประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิต
ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งจึงได้ขออนุญาตนำมาเผยแพร่โดยย่อ ดังนี้
ติมอร์-เลสเต้
อดีตประธานาธิบดีรามอส-ฮอร์ตาได้กล่าวถึงมูลเหตุจูงใจที่ตนสนับสนุนแนวทางการยกเลิกโทษประหารชีวิตไว้ในบทความที่ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ว่า “ข้าพเจ้าภูมิใจที่จะพูดว่าสิทธิอันละเมิดมิได้ของการมีชีวิตได้ถูกบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญของประเทศติมอร์-เลสเตของข้าพเจ้า การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพของประเทศเราไม่ใช่ไม่มีการเสียสละ ในการแสวงหาศักดิ์ศรีและการตัดสินใจด้วยตนเอง บุคคลอันเป็นที่รักของเราหลายๆ คนต้องเสียชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งเตือนใจตลอดเวลาถึงคุณค่าศักดิ์สิทธิ์ของการมีชีวิต ดังนั้น สิ่งแรกๆ สิ่งหนึ่งที่เราทำหลังจากได้รับอิสรภาพเมื่อ 10 ปีมาแล้วคือการรับรองว่าจะไม่มีใครได้รับโทษประหารชีวิต” ปัจจุบันประเทศติมอร์-เลสเตไม่มีโทษประหารชีวิตและบทลงโทษสูงสุดที่ใช้แทน คือ การจำคุก 25 ปี ไม่มีการใช้โทษจำคุกตลอดชีวิต
ฟิลิปปินส์
รัฐสภาประเทศฟิลิปปินส์ผ่านกฎหมายที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตเมื่อเดือนมิถุนายน 2549 โดยนางกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย ประธานาธิบดีในขณะนั้นเป็นผู้ลงนามรับรอง อดีตประธานาธิบดีอาร์โรโยกล่าวว่า “เราขอเฉลิมฉลองให้แก่ชัยชนะของฝ่ายที่สนับสนุนคุณค่าของชีวิต ขอบคุณรัฐสภาที่ผ่านกฎหมายฉบับนี้อย่างรวดเร็ว แต่โปรดเข้าใจว่าการยกเลิกโทษประหารชีวิตนั้นจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด” การยกเลิกโทษประหารชีวิตในฟิลิปปินส์เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชน เช่น Free Legal Assistance Group (FLAG) คริสตจักรโรมันคาทอลิก และสมาชิกรัฐสภา บทลงโทษสูงสุดที่นำมาใช้แทนโทษประหารชีวิต คือ โทษจำคุกตั้งแต่ 20 ปี 1 วัน จนถึง โทษจำคุก 40 ปี ขึ้นอยู่กับฐานความผิด
แอฟริกาใต้
ประเทศแอฟริกาใต้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางกฎหมายสำหรับอาชญากรรมทั่วไปในปี 2538 และสำหรับอาชญากรรมทุกประเภทในปี 2540 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้มีคำวินิจฉัยในปี 2538 ว่าการลงโทษประหารชีวิตนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นบทลงโทษที่ทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในขณะนั้นปรากฏว่า ร้อยละ 62-78 ยังคงสนับสนุนโทษประหารชีวิตอยู่ แต่นายอาเธอร์ ชาสคาร์ลสัน ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า “แม้ความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่มีข้อกังขาต่อคำวินิจฉัยของศาล แต่เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องตีความรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชากรส่วนน้อยที่ไม่สามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย”
สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การผลักดันเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตในแอฟริกาใต้ คือ ประสบการณ์ในระหว่างการปกครองโดยรัฐบาลที่เหยียดสีผิว มักมีรายงานว่าศาลที่ประกอบด้วยผู้พิพากษาผิวขาวมักจะเลือกปฏิบัติต่อจำเลยผิวสีและใช้บทลงโทษร้ายแรงแก่พวกเขามากกว่าที่ลงโทษจำเลยผิวขาว มีการลงโทษประหารชีวิตต่อประชากรผิวสีทั้งในคดีอาญาทั่วไปและคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดเสียงคัดค้านจากกลุ่มการเมือง ผู้นำศาสนา สหภาพแรงงาน และนักกฎหมาย จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด หลังจากที่รัฐสภาแอฟริกาใต้แก้ไขกฎหมายอาญาเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและตราบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิในการมีชีวิตในฐานะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานแล้ว
เซเนกัล
ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศเซเนกัลนับถือศาสนาอิสลาม โดยมีเครือข่ายองค์กรอิสลามเป็นกลุ่มสำคัญที่สนับสนุนการคงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิต แม้ศาลจะมีคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิตหลายครั้งในปี 2546-2547 แต่รัฐสภาก็มีความพยายามผ่านกฎหมายเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิต โดยบุคคลสำคัญที่สนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว คือ นาย Sergine Diop รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้นและเครือข่ายองค์กรเอกชน รวมถึงอดีตประธานาธิบดี Abdoulaye Wade ร่างกฎหมายดังกล่าวจึงผ่านสภาได้สำเร็จในเดือนกรกฎาคม ปี 2547 ประเทศเซเนกัลยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับอาชญากรรมทุกประเภทในเดือนธันวาคม 2547 ส่วนผู้ต้องโทษประหารชีวิตในขณะนั้นก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงโทษเป็นโทษจำคุก
นอกจากประเทศข้างต้นแล้วยังมีตัวอย่างจากการผลักดันร่างกฎหมายยกเลิกโทษประหารชีวิตในประเทศฝรั่งเศสโดยมีนายโรแบร์ แบดองแต (Robert Badinter) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้นเป็นผู้นำคนสำคัญ แม้ว่าในยุค 1980 ประชาชนฝรั่งเศสกว่าร้อยละ 60-65 จะสนับสนุนโทษประหารชีวิตก็ตาม ซึ่งรวมถึงการตัดสินใจของประธานาธิบดีมองโกเลีย และผู้ว่าการรัฐคอนเนคติกัต รัฐแมรีแลนด์ รัฐนิวเม็กซิโกในสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ประสบการณ์ส่วนบุคคลของผู้นำประเทศก็มีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการยกเลิกโทษประหารชีวิต เช่น อดีตประธานาธิบดีเนลสัน เมนเดลาแห่งแอฟริกาใต้ และอดีตประธานาธิบดีคิมแดจุงแห่งเกาหลีใต้ต่างเคยถูกศาลตัดสินลงโทษประหารชีวิตจากคดีที่มูลเหตุจูงใจทางการเมือง เมื่อทั้งสองคนได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงสนับสนุนแนวทางการยกเลิกโทษประหารชีวิต
จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้การยกเลิกโทษประหารชีวิตสัมฤทธิผล คือ ภาวะผู้นำทางการเมืองนั่นเอง แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ในแต่ละประเทศในขณะนั้นมักจะคัดค้านการตัดสินใจยกเลิกโทษประหารชีวิตเสมอ แต่ความตระหนักของผู้มีอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบายและการยืนหยัดในสิทธิในการมีชีวิตซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่มีอย่างเท่าเทียมกัน ประเทศส่วนใหญ่ในปัจจุบันถึง 140 ประเทศทั่วโลกจึงต่างมุ่งหน้าสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตเหลือเพียง 58 ประเทศเท่านั้นที่ยังคงมีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตอยู่ และแน่นอนว่าไม่ช้าก็เร็วประเทศไทยก็ต้องไปถึงจุดนั้นอย่างแน่นอน ถ้าเรามีผู้นำดังเช่นประเทศที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้วข้างต้น






