วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิธีปฏิรูปเพื่อกำจัด "ระบอบทักษิณ" ในตลาดทุน (5): เลิกจับ "แพะ" และต้องจับ "ตัวการ"

ตอนที่แล้วที่ผู้เขียนพูดถึงความจำเป็นของการปฏิรูปศาล รวมถึงทัศนคติและความรู้ความเข้าใจของตุลาการเกี่ยวกับคอร์รัปชันสมัยใหม่

โดยยกตัวอย่างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในปี 2555 ซึ่งส่งผลให้หลายมาตราในกฎหมายหลายฉบับ รวมทั้งกฎหมายหลักทรัพย์ ที่บัญญัติว่ากรรมการบริษัทต้องรับผิดในกรณีที่บริษัทกระทำผิด ยกเว้นจะพิสูจน์ได้ว่าไม่รู้เห็น ต้องกลายเป็น “เสือกระดาษ” ไปโดยปริยาย

ผลพวงของคำวินิจฉัยนี้คือ บริษัทต่างๆ จะมีแรงจูงใจน้อยลงที่จะปรับปรุงกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทั้งภายในบริษัทและระหว่างบริษัทกับหน่วยงานราชการหรือผู้มีอำนาจทางการเมือง เพราะเราก็รู้ๆ กันอยู่ว่า คอร์รัปชันยิ่งมีขนาดใหญ่ยิ่ง “ไม่มีใบเสร็จ” และดังนั้นยิ่งเราไม่ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกลไกคุ้มครองผู้ให้เบาะแส และเพิ่มขีดความรับผิดชอบของกรรมการและผู้บริหารบริษัทในเรื่องนี้ คอร์รัปชันขนานใหญ่ก็จะยังคงฝังรากซึมลึกและจับไม่ได้ไล่ไม่ทันกันต่อไป รวมทั้งที่ตลาดทุนมีส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่การฉ้อโกงผู้ถือหุ้น ไปถึงการซุกหุ้น

ปัญหาใหญ่ที่เกี่ยวข้องอีกประการในกระบวนการยุติธรรม คือ การที่ระบบศาลของเราดูเหมือนจะจับได้แต่ “ปลาซิว ปลาสร้อย” หรือบางทีก็จับแต่ “แพะ” ที่ไม่ใช่ “ตัวการ” ผู้กระทำผิดตัวจริง ปัญหานี้ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความรู้ไม่รอบด้านในวิธีทำงานของตลาดทุน และธรรมชาติของการสื่อสารสมัยใหม่ ดังตัวอย่างคำตัดสินศาลอุทธรณ์ วันที่ 5 มีนาคม 2557 คดีอดีตโบรกเกอร์ถูกกล่าวหาว่าทำผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ (ข่าว “ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก 2 ปี 8 เดือนอดีตโบรกเกอร์หนุ่ม คดีข่าวลือทำหุ้นตกปี 52” http://prachatai.com/journal/2014/03/52112)

ผู้เขียนเคยเขียนถึงคดีนี้ไปแล้วสองครั้งในคอลัมน์นี้ แต่เหตุที่จำต้องเขียนถึงอีกรอบก็คือ ศาลอุทธรณ์นอกจากจะยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว ยังยกคำให้การของผู้เขียนในฐานะพยานจำเลยออกจากบริบท มาอ้างอิงในคำวินิจฉัย ดังเนื้อความในข่าวว่า

“พยานจำเลย สฤณี อาชวานันทกุล ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ ก็เห็นว่าข้อความที่สองเรื่องข่าวลืออันไม่เป็นมงคลนั้นก็มีผลทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นในช่วงเวลาเกิดเหตุด้วย ศาลจึงเห็นว่าน่าจะเป็นข้อความที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น”

ในความเป็นจริง จริงอยู่ที่ผู้เขียนให้ข้อเท็จจริงว่า ข่าวลือเรื่องพระอาการของในหลวงในช่วงนั้นส่งผลให้นักลงทุนตื่นตระหนก ตกใจขายหุ้นจริงๆ โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ (และการที่สำนักพระราชวังไม่ออกมาปฏิเสธหรือแถลงการณ์ ก็ส่งผลให้ข่าวลือดังกล่าวส่งผลต่อตลาดหุ้นติดกันถึงสองวัน) แต่ “ข้อความ” ในคดีนี้มิได้หมายถึงตัวข่าวลือ แต่หมายถึงข้อความที่จำเลยโพสต์ ซึ่งเป็นเพียงการบอกเล่าว่า หุ้นตกเท่านั้นเท่านี้เพราะในตลาดมีข่าวลือดังกล่าว

ในศาลตอนที่ไปเป็นพยาน ทนายความให้ผู้เขียนอ่านข้อความตามฟ้องและถามว่า มีผลต่อการซื้อขายหุ้นหรือไม่ ผู้เขียนอ่านและตอบว่า คิดว่าไม่มีผล เพราะข้อความนี้โพสต์ตอนบ่ายสามโมงเย็น และเป็นความจริง เพราะตลาดหุ้นตกตั้งแต่เช้าแล้ว เมื่อศาลถามว่า มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของพยานหรือไม่ ผู้เขียนตอบว่า ไม่มีผล เพราะข้อความนี้โพสต์ตอนบ่ายสามโมงเย็นและหุ้นไม่ได้เพิ่งมาตกตอนนั้น นักลงทุนส่วนใหญ่เมื่อจะหาข่าวที่ให้มีผลต่อการตัดสินใจ จะตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เว็บไซต์ฟ้าเดียวกันไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่นักลงทุนทั่วไปใช้ในการซื้อขายหุ้นเลย ตนอ่านแล้วไม่ตกใจ เพราะข้อความนี้เป็นการบอกว่ามีข่าวลือ และข่าวลือก็มีอยู่จริงๆ

เมื่อถึงช่วงซักถามของอัยการ อัยการถามผู้เขียนว่า ในฐานะที่พยานเป็นคอลัมนิสต์ จะเขียนถึงกรณีข่าวลือที่เป็นข่าวร้ายอย่างไร จะเขียนขยายความให้ลือกันต่อๆ ไปหรือไม่ ผู้เขียนตอบว่า ก็ได้เขียนถึงกรณีนี้เหมือนกัน โดยเขียนเตือนให้ใช้วิจารณญาณต่อข่าวลือ ไม่ได้เชียร์ให้ลือต่อๆ กันไป

ต่อมาอัยการถามว่า เป็นไปได้ไหมว่าคนปล่อยข่าวลือนี้ อาจเป็นผู้หวังผลทุบราคาหุ้นและเข้าไปซื้อ ผู้เขียนตอบว่า เป็นไปได้ อัยการถามต่อว่า หลังจากวันที่มีข่าวลือ หุ้นจะยังตกอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ผู้เขียนตอบว่า หุ้นน่าจะยังตกอย่างต่อเนื่อง ถ้ายังไม่มีความกระจ่างเรื่องข่าวลือหรือมีข่าวลือซ้อนเข้ามา

คำให้การของผู้เขียนกล่าวโดยสรุปคือ จำเลยโพสต์ข้อความที่ระบุชัดว่าหุ้นกำลังตกหนักเพราะมี ข่าวลือเกี่ยวกับพระอาการประชวร ไม่ได้อ้างว่าข่าวลือนั้นเป็นเรื่องจริงแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังไม่ได้โพสต์ข้อความก่อนที่หุ้นจะตก โพสต์ตอนบ่ายหลังจากที่หุ้นตกมาตั้งแต่เช้า บนเว็บบอร์ดที่ไม่ใช่แหล่งแลกเปลี่ยนเคล็ดลับหรือหาข้อมูลของนักลงทุน

ข้อมูลหลักฐานเหล่านี้ชี้ว่า จำเลยเพียงแต่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกในขอบเขตที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง มิได้กระทำความผิดตามมาตรา 14 (2) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งหมายถึงการ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน”

แต่คำตัดสินของศาลอุทธรณ์ยกคำพูดของผู้เขียนออกจากบริบท โดยหยิบเอาคำให้การที่ว่า ข่าวลือนี้ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนก มาอ้างว่าเป็นสิ่งเดียวกับ “ข้อความ” ในคดี คือโพสต์ของจำเลย ซึ่งผู้เขียนพยายามอธิบายว่ามิใช่ข้อมูลอันเป็นเท็จ เพราะช่วงนั้นมีข่าวลืออยู่จริงๆ

ในคอลัมน์นี้ผู้เขียนเคยเสนอว่า ถ้ากรณีแบบนี้ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ สำนักข่าวที่รายงานข่าวลืออย่าง Bloomberg ฯลฯ ก็ควรจะถูกจับในข้อหาเดียวกันด้วย และในโลกออนไลน์ก็จะไม่มีใครคุยกันเรื่องข่าวลืออะไรได้เลย ต้องสวมหมวกนักข่าวสืบสวน ตรวจสอบว่าจริงหรือไม่จริงก่อน ถ้าไม่อยากเสี่ยงโดนจับ

ก่อนหน้าที่ศาลชั้นต้นจะตัดสิน ผู้เขียนเคยบันทึกความคิดเห็นต่อกรณีนี้ในคอลัมน์นี้ ตอน “ข่าวลือ ตลาดหุ้น และพฤติกรรมนักลงทุน” วันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ว่า “กรณีเดียวที่การโพสต์ข่าวลือบนเว็บไซต์ควรมีความผิดตามกฎหมาย คือ กรณีที่พฤติกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทุบหุ้น อันเป็นความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์”

อันที่จริงหลังจากที่หุ้นตกหนักและตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัย 5 คน ในข้อหาเดียวกันกับจำเลยในคดีนี้ ก็มีข่าวว่า ก.ล.ต. ได้เริ่มสอบสวนว่ามีการจงใจปล่อยข่าวลือ สร้างเรื่องเพื่อทุบหุ้นทำกำไรหรือไม่ เพราะมีข่าวลือว่า กองทุนโบรกเกอร์บางแห่งได้กำไรไปงามๆ จากการตุนสัญญา short index futures (ซึ่ง ก.ล.ต. ก็มีอำนาจเรียกดู position ของโบรกเกอร์ทุกแห่งได้อยู่แล้ว)

เหตุการณ์ผ่านไปสี่ปี มีแต่ “แพะ” ที่ต้องนอนคุก ตัวการที่อยู่เบื้องหลังขบวนการทุบหุ้นลอยนวล

เป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ที่ชี้ให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย