แม้ว่าจะมีข่าวดีบางประการด้านการเมืองคือการที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยอมคืนพื้นที่ถนนในกทม.ทำให้ความยากลำบากในการสัญจรและการทำธุรกิจทุเลาลงบ้าง
รวมทั้งคาดว่าจะมีการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินในเร็ววัน แต่ปัญหาการเมืองของไทยก็น่าจะยังส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยต่อไปอีกกว่า 1 ปี ในความเห็นของผมและปัญหาความแตกแยกอย่างลึกซึ้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้นักลงทุนเริ่มยอมรับว่าเป็นปัญหาที่แตกต่างจากการสะดุดทางการเมืองของไทยในอดีตที่ปัญหาอาจดูรุนแรงแต่เป็นความรุนแรงชั่ววูบ ซึ่งมักจะคลี่คลายได้ในระยะเวลาอันสั้น หมายความว่าปัญหาขณะนี้น่าจะยืดเยื้อและเกิดความรุนแรงรอบใหม่ได้
ดังนั้น นักลงทุนเช่นนักธุรกิจญี่ปุ่นที่ได้ลงทุนและทำธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 50 ปีจึงต้องออกปากว่าหากปัญหาการเมืองของไทยยืดเยื้อต่อไปอีกก็จะต้องพิจารณาหาแหล่งลงทุนอื่นๆ ในอาเซียนเพื่อทดแทนการลงทุนในไทย
ในงานสัมมนาเมื่อ 7 มีนาคมนักธุรกิจต่างชาติกล่าวว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อของไทยได้ทำให้การขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ของไทย เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ (ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเช่นปี 2011 และน่าจะช่วยลดภาวะแห้งแล้งเช่นที่กำลังเกิดขึ้นในปีนี้ด้วย) ต้องชะงักงันลง สำหรับโครงการ 2 ล้านล้านบาทที่ต้องการลดต้นทุนการขนส่งของไทยและเชื่อมต่อการคมนาคมกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ก็คงจะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะในตอนที่ฝ่ายรัฐบาลเข้าไปชี้แจงนั้นฝ่ายศาลได้แสดงความเห็นว่าควรจะลาดยางถนนให้ทั่วประเทศก่อนจึงจะคิดสร้างรถไฟความเร็วสูง
ซึ่งในความเห็นของผมนั้นประเด็นไม่ใช่การมีรถไฟความเร็วสูง แต่ประเด็นหลักคือการทำรางรถไฟขนาดมาตรฐานสากลที่สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟของประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเพื่อขยายศักยภาพด้านการขนส่งของประเทศไทยในมิติต่างๆ ได้ ตรงนี้จะจำได้ว่ามีหลายคนโจมตีว่าจะนำเอารถไฟความเร็วสูงไปใช้ขนส่งสินค้าเกษตรและมีการแสดงความเป็นห่วงว่าจะมีแต่ขาดทุน ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จะใช้ขนผักและผลไม้และเป็นไปได้ที่จะขาดทุน แต่หากตั้งราคาค่าโดยสารและค่าขนส่งที่เหมาะสมก็น่าจะขาดทุนไม่มาก (โดยต้นทุนส่วนใหญ่เกิดจากการต้องสร้างรางรถไฟและระบบ) และหากตั้งราคาที่เหมาะสมแล้วหากใครจะใช้ขนส่งผักและผลไม้ก็คงจะเป็นผักและผลไม้คุณภาพสูงที่ได้ราคาดี ทำให้คุ้มค่ากับต้นทุนในการขนส่ง
ขณะเดียวกันก็จะเป็นการกระจายความเจริญและขยายความเป็นเมืองออกไปในภาคต่างๆ ของประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับธุรกิจขนาดเล็กในต่างจังหวัดและคนต่างจังหวัดที่จะมีการคมนาคมขนส่งที่สะดวก แต่ในสภาวะปัจจุบันนั้นเข้าใจว่ารถไฟความเร็วสูงคงจะไม่ได้เริ่มทำไปอีกนานหลายปี ขณะที่การขยายรถไฟฟ้ารอบกรุงเทพฯคงจะทำได้ต่อไป เพราะคนกรุงเทพฯได้ประโยชน์จากรถไฟฟ้าทั้งในทางตรง (ความสะดวกสบายในการใช้บริการ) และในทางอ้อม (ความเจริญของเศรษฐกิจขยายตัวออกไปและการเพิ่มราคาที่ดิน) บางคนอาจจำได้ด้วยว่าเดิมทีคนกรุงเทพฯหลายกลุ่มก็คัดค้านการสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯด้วยเหตุผลนานาประการ แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วและเห็นประโยชน์ที่แท้จริง เสียงคัดค้านก็ไม่ได้ยินเลยในตอนนี้ซึ่งมีการก่อสร้างไปได้หลายสายแล้วความขัดแย้งทางการเมืองนั้นทำให้เกิดผลเสีย 2 ประการคือ
ประการแรกคือ ทำให้นักลงทุนเห็นว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญในเชิงนโยบายได้ เช่น การขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างการขนส่งและการบริหารจัดการน้ำดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น จึงไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ควรจะทำและยังไม่ได้ริเริ่มเผชิญกับปัญหาเลย ได้แก่ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทั้งแรงงานพื้นฐานและแรงงานที่มีฝีมือ อีกประการหนึ่งคือ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อก็จะทำให้ปัญหาของไทยยืดเยื้อไปด้วย ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและล้าหลังประเทศคู่แข่งไปเรื่อยๆ ดังนั้น นักลงทุน (โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่น) ที่แท้จริงแล้วชอบที่จะทำธุรกิจในไทยและสนับสนุนเข้าข้างประเทศไทยอย่างมาก ก็อาจต้องยอมรับว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการหาที่อื่นลงทุนเพราะไม่สามารถรอให้ประเทศไทยแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ยาวนานได้
ทั้งนี้ ผมได้พบปะกับนักลงทุนหลายคนที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชอบประเทศไทย เลยหาโอกาสที่จะได้มาเยือนประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ กล่าวคือประเทศไทยนั้นมี goodwill อยู่มาก โดยเฉพาะกับคนญี่ปุ่นเพราะไทยแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ยังจดจำการกระทำของทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งยังเป็นประเด็นที่จะจุดให้เกิดแรงต่อต้านคนญี่ปุ่นได้อย่างรวดเร็ว แตกต่างจากประเทศไทยซึ่งผมเคยเห็นครั้งเดียวที่นักศึกษาเคยต่อต้านการซื้อสินค้าญี่ปุ่นเมื่อ 40 ปีที่แล้วเพราะไทยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นอย่างมากครับ









