วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รายจ่ายของการหมกมุ่นกับเครือข่ายสังคม

การใช้งานเครือข่ายสังคมกลายเป็นกิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่งไปแล้ว บางคนใช้อย่างหามรุ่งหามค่ำ เพราะใช้มากแค่ไหนก็จ่ายเงินค่าอินเทอร์เน็ตเท่าเดิม

เหมาจ่ายกันไปเรียบร้อยแล้ว ยิ่งใช้จากอินเทอร์เน็ตในที่ทำงานยิ่งทำให้เราไม่ตระหนักว่าการใช้เครือข่ายสังคมนั้นมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่ประการใด เมื่อไม่รู้สึกว่ามีรายจ่ายใดๆ จึงใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ โดยลืมไปว่าการทำอะไรก็ตามอย่างหมกมุ่นนั้นมีรายจ่ายแฝงซ่อนอยู่เสมอ

ในโลกอินเทอร์เน็ตเรามีรายได้รายจ่ายที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของเงินทองที่เราคุ้นเคยกันอยู่มาก ในเชิงรายได้นั้น เราค้นกูเกิลจนได้แอพที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยเราทำงานใหม่ๆ ได้โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องมือนั้น เวลาที่เราใช้ไปกับอินเทอร์เน็ตทำให้เราได้ประโยชน์จากการที่ไม่ต้องซื้อเครื่องมือ ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งจะเหมือนกับว่าเรามีรายรับ จากการใช้อินเทอร์เน็ตนั่นเอง ของฟรีบนอินเทอร์เน็ตนั้นถ้าเราเอามาใช้แล้วเกิดประโยชน์ในทางใดทางหนึ่ง ของฟรีบนอินเทอร์เน็ตนั้นก็ให้รายได้กับเรา แต่ต้องมองในมุมมองที่แตกต่างไปจากมุมมองทางด้านผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ที่หากไม่มีการรับเงินจ่ายเงิน จีดีพีก็ไม่เพิ่ม เจ้าของบ้านแต่งงานกับคนทำครัว จีดีพีจะลดลง เพราะรายจ่ายที่ว่าจ้างคนทำครัวหายไป แต่ทั้งเจ้าของบ้านทั้งคนทำครัวต่างได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น

รายได้รายจ่ายจากการใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรับเงิน การจ่ายเงิน แต่ครอบคลุมไปถึงเวลาและสมาธิที่ได้หรือที่เสียไปด้วย เวลาที่ได้หมายถึงใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว เราทำงานบางอย่างได้เร็วขึ้น เราได้เวลาคืนมาจากการใช้อินเทอร์เน็ต ในขณะที่สมาธิที่ได้หมายถึงเราใช้สมาธิน้อยลงในการสืบค้นข้อมูลสาระที่ต้องการ จากการที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นตัวช่วยค้นหา หากเรื่องที่เคยยาก กลายเป็นเรื่องง่าย เราจะได้สมาธิคืนมาจำนวนหนึ่ง เพื่อเอาไปใช้สู้กับเรื่องยากเรื่องอื่นแทน

การหมกมุ่นกับเครือข่ายสังคม ทำให้เกิดรายจ่ายที่ซ่อนเร้นหลายอย่าง เริ่มจากที่เห็นกันได้ตรงๆ คือเราจ่ายเวลาจำนวนหนึ่งเป็นรายจ่ายในการใช้เครือข่ายสังคม ยิ่งใช้หามรุ่งหามค่ำเท่าใด รายจ่ายที่เป็นเวลาก็มากขึ้นตามไปด้วย คนเรามีเวลาจำกัดอยู่วันละยี่สิบสี่ชั่วโมงเหมือนกันหมด ถ้าเราจ่ายเวลาจำนวนหนึ่งในแต่ละวันไปกับการใช้เครือข่ายสังคม เวลาที่เราจะใช้กับเรื่องอื่นก็น้อยลง เราจ่ายเวลาสำหรับพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับครอบครัว กับเพื่อนสนิทไปให้กับการใช้เครือข่ายสังคม เวลาที่ควรจะให้กับคนสำคัญในชีวิตของเรานั้นกลายเป็นรายจ่ายซ่อนเร้นที่สำคัญอย่างหนึ่งแล้วในยุคนี้ ดังนั้น ทุกครั้งที่เราคลุกอยู่กับเครือข่ายสังคมให้ลองประมาณด้วยว่าวันนี้เราจ่ายเวลาที่เตรียมไว้ให้กับคนสำคัญของเราไปเป็นรายจ่ายของการใช้อินเทอร์เน็ตเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงในเครือข่ายสังคมไปแล้วมากน้อยแค่ไหน

รายจ่ายซ่อนเร้นตัวที่สองคือสมาธิสำหรับการทำงาน คนเรานั้นจะทำการงานใดให้ประสบความสำเร็จ ย่อมต้องใช้สมาธิกับงานนั้นสูงกว่าปกติ คนเรามีเวลาและช่วงเวลาที่มีสมาธิจำกัดอยู่จำนวนหนึ่ง ถ้าไม่ได้มีฝีมือชั้นเซียนแล้ว เรามีสมาธิทำงานดีๆ ได้พร้อมกันไม่กี่งาน หากเราใช้สมาธิจำนวนหนึ่งไปกับการติดตามสารพัดเรื่องบนเครือข่ายสังคมแล้ว เราก็เหลือสมาธิไว้ใช้กับงานสำคัญงานอื่นๆ น้อยลง ลองสังเกตดูดีๆ จะพบว่าวันไหนที่เราหมกมุ่นกับไลน์ กับเฟซบุ๊คมากไปหน่อย วันนั้นเราจะมีสมาธิในการทำงานอื่นไม่ดีนัก สมาธิสำหรับทำงานสำคัญอื่นๆ คือรายจ่ายซ่อนเร้นอีกตัวหนึ่งที่เราจ่ายไปในการใช้เครือข่ายสังคม

รายจ่ายซ่อนเร้นตัวที่สามคือความฟุ้งซ่านที่เพิ่มขึ้นหลังจากใช้เครือข่ายสังคม เราเสียสมาธิยังไม่พอ เรายังมีรายจ่ายจากความฟุ้งซ่านที่เพิ่มขึ้นด้วย ความพยายามที่เราใช้ไปกับเรื่องฟุ้งซ่านนั้นคือรายจ่ายของเรา หากไม่มีอะไรมาทำให้เราต้องคบคิดโดยไม่เกี่ยวข้องกับการงาน กับวิถีชีวิตของเรา เราก็ไม่ต้องจ่ายความพยายามในการคบคิดเรื่องนั้น ความฟุ้งซ่านจากเรื่องที่ไม่จำเป็นนี่แหละที่เป็นรายจ่ายอีกอย่างหนึ่งที่เราต้องเสียไป ความฟุ้งซ่านส่วนใหญ่เกิดมาจากการที่เราได้รับข้อมูลและสาระที่ไม่ครบถ้วน หรือได้รับสาระที่ลำเอียง ถ้าเราได้ความจริงครบถ้วน อุปาทานก็ไม่ค่อยจะเกิด ถ้าได้ข้อมูลและสาระที่เป็นความจริงน้อย เราจะหมดความพยายามส่วนหนึ่งของเราไปกับความฟุ้งซ่านนั้น

ถ้าพบกระเป๋าที่มีป้ายชื่อเจ้าของวางอยู่ในสำนักงาน ทั้งๆ ที่เจ้าของกลับบ้านไปแล้ว เราจะไม่ฟุ้งซ่านคิดนั่นคิดนี่กับกระเป๋าใบนั้น แต่ถ้าเป็นกระเป๋านิรนามมาวางไว้ในสำนักงาน เราจะฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา คนดีคนไม่ดีมาวางไว้ มีอันตรายหรือไม่อันตราย และที่แน่นอนที่สุดคือแหล่งข้อมูลและสาระที่ไม่ครบถ้วนและเต็มไปด้วยความลำเอียงนั้นมีอยู่มากมายในเครือข่ายสังคม ซึ่งมาจากการที่ผู้คนที่เห็นตรงกันบ้าง เห็นต่างกันบ้าง เห็นความจริงบ้าง หลงอยู่ในอุปาทานบ้าง มารวมกันอยู่ในเครือข่ายสังคม

เมื่อตระหนักแล้วว่าเรามีรายจ่ายใดบ้าง มากน้อยแค่ไหนในการใช้งานเครือข่ายสังคม เราต้องรู้ตัวว่าแค่ไหนถึงจะพอ ไม่เช่นนั้นวันหนึ่งเราจะหมดตัวจากรายจ่ายซ่อนเร้นที่มาจากการใช้งานเครือข่ายสังคมแม้ว่าจะไม่ใช่หมดเงิน แต่เริ่มหมดจากความมีสติ เรื่อยไปจนกระทั่งสูญสิ้นความมีเหตุมีผลในที่สุด

ถ้าอยากทราบรายจ่ายที่มาจากเครือข่ายสังคมที่ท่านกำลังใช้อยู่นั้น ให้ลองหันไปมองคนสำคัญในชีวิตท่านสักแวบหนึ่ง คำตอบจะมาเองว่าท่านได้จ่ายไปแล้วมากแค่ไหน