วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พ.ร.บ.ให้อำนาจคลัง กู้เงินเพื่อพัฒนาด้านคมนาคม

ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่าในวันที่ 12มี.ค.ถึงคดี พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ

หรือ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ว่าจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 และ 170 หรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาครั้งนี้สำคัญมาก เพราะไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาว่าอย่างไรก็มีผลกระทบที่สำคัญหลายประการ

บทความนี้ได้ส่งต้นฉบับก่อนที่จะทราบคำวินิจฉัย ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรคิดว่าประชาชนก็ยอมรับคำวินิจฉัย แต่บทวิเคราะห์นี้เป็นการแสดงความคิดเห็น เพราะคำวินิจฉัยนี้จะเป็นบรรทัดฐานการบริหารจัดการงบประมาณรายจ่ายของประเทศในอนาคต หากศาลวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญก็จะทำให้รัฐบาลในอนาคตจะต้องยึดถือปฏิบัติว่า การใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินในอนาคตจะต้องผ่านการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่จะมีกระบวนการขั้นตอนการดำเนินงานที่โปร่งใส และมีกระบวนการตรวจสอบได้ นับตั้งแต่การจัดซื้อจัดจ้างจะต้องเป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักนายกฯ มีการตรวจสอบการใช้เงินจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและรัฐสภา แต่หากวินิจฉัยว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว ในอนาคตก็จะมีการออกเป็น พ.ร.บ. เงินกู้พิเศษ ที่ใช้มาตรการพิเศษในการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถจะตรวจสอบได้ เพราะเป็นการอนุมัติกฎหมายให้รัฐบาลสามารถกู้เงินและนำไปใช้ในโครงการหนึ่งโครงการใด โดยเป็นการอนุมัติการลงทุนในกรอบกว้างในลักษณะที่ให้เช็คเปล่าไปก้อนหนึ่ง

ประเด็นที่น่าสนใจประการต่อมา คือ หากสามารถออกกฎหมายในลักษณะนี้ได้ ต่อไป พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีก็จะไม่มีความสำคัญอีกต่อไป เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็จะมีเฉพาะรายจ่ายประเภทเงินเดือน และค่าวัสดุครุภัณฑ์ ค่าสาธารณูปโภคเท่านั้น ส่วนงบลงทุนต่างๆ ก็จะถูกนำไปขอเป็นกฎหมายพิเศษ

ประการต่อมาอีกเรื่อง คือ ความชอบธรรมของรัฐบาลที่จะตั้งงบลงทุนที่มีอายุยาวนานที่เกินกว่าวาระ 4 ปีของตนเอง ซึ่งเป็นการผูกมัดรัฐบาลใหม่และสร้างภาระให้กับประชาชนและประเทศในลักษณะการมัดมือชก ซึ่งพ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนี้ผูกพันโครงการก่อสร้าง 7 ปี และผูกพันการชำระหนี้ไป 50 ปี หากใช้บรรทัดฐานเช่นนี้เกิดอะไรขึ้นหากรัฐบาลต่อไปจะมีโครงการลงทุนขนาดยักษ์ด้วยการขอกู้เงิน 10 ล้านล้านบาทและจะเป็นภาระผูกพันภาระกับประเทศไปเป็นเวลา 100 ปี

ประชาชนส่วนหนึ่งอาจจะกังวลว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพ.ร.บ. เงินกู้ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้วจะไม่ได้รถไฟความเร็วสูง หรือไม่มีการพัฒนารถไฟรางคู่ หรือโครงการขนส่งมวลชน เพราะว่าโครงการเหล่านั้นยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพียงแต่ให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่มีความต้องการใช้เงินในปีแรกเพียงแสนล้านบาทเศษๆ ที่งบประมาณรายจ่ายประจำปีสามารถรองรับได้

นอกจากนี้โครงการลงทุนในอีกหลายส่วนที่ยังไม่มีความพร้อม ที่ขาดการศึกษาถึงความพร้อมของโครงการ ซึ่งการใช้เงินลงทุนที่มีอายุการใช้จ่าย 7 ปีนี้สามารถใช้ผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำได้ และมีการพิจารณาการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนให้มีความเหมาะสม ตามหลักความคุ้มค่าคุ้มทุน เพราะไม่ควรลงทุนโดยการรวมเอาโครงการต่างๆ เข้ามารวมกันทั้งหมดและขอกู้เงินเป็นก้อนใหญ่มาทิ้งไว้ เช่น การพัฒนาระบบขนส่งระบบรางโดยรถไฟรางคู่อาจมีจำเป็นเร่งด่วนกว่ารถไฟความเร็วสูง ในขณะเดียวกันรถไฟความเร็วสูงนั้นจะต้องจัดลำดับตามความคุ้มค่าและคุ้มทุนแทนการจัดทำทั่วประเทศ

ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลต่อไปย่อมสนับสนุนกับการพัฒนาการขนส่งระบบราง ซึ่งยังสามารถปรับวิธีการลงทุนที่รัฐบาลไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนหรือการร่วมลงทุนกับรัฐบาลต่างประเทศ ที่จะเข้ามาร่วมในการบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพที่มีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการทั้งหมดโดยภาครัฐนั้นมีการขาดทุนที่เห็นได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น แอร์พอร์ตลิงค์ที่เชื่อมโยงสนามบินสุวรรณภูมิกับ กทม. โครงการบ้านเอื้ออาทร หรือโครงการบัตรอีลิทการ์ดที่ให้บริการกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ยังขาดทุนมาจนถึงปัจจุบันนี้ ข้อมูลที่น่าสนใจคือประเทศทั่วโลกที่มีอยู่ประมาณ 190 ประเทศ มีเพียง 15 ประเทศเท่านั้นที่มีรถไฟความเร็วสูง (สหรัฐอเมริกาเองที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกเองก็ไม่มีรถไฟความเร็วสูง) การอยากได้อะไรก็คงต้องพิจารณาถึงความพอดี ความเหมาะสมด้วย

ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะพูดถึงก็คือ มีการคุกคามข่มขู่และกดดันการทำงานของศาลและองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบด้วยวิธีการต่างๆ อย่างที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์จากกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลเลย ถ้าหากมีความเชื่อมั่นว่าดำเนินการมากถูกต้องแล้ว ก็ให้กระบวนการตรวจสอบทำงาน ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือจากประชาชนและต่างชาติ การใช้กำลังหรือความรุนแรงยิ่งจะเป็นผลลบต่อตัวรัฐบาลเอง