ในบทความที่ผ่านมา ผมได้พูดถึงการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยการพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศ
หรือการจัดการกับก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกไปสู่บรรยากาศแล้ว ให้เหลืออยู่ในบรรยากาศให้น้อยที่สุด
วันนี้ผมจะมาเขียนต่อเรื่องเดิมกับแนวคิดที่ว่า ถ้าลดการปล่อยไม่ได้ผลและถ้าไม่สามารถกำจัดก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศได้อย่างทันท่วงทีแล้ว จะมีวิธีอื่นที่ช่วยแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้อีกไหม
ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้น ตามทฤษฎีแล้วเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศและพลังงานจากดวงอาทิตย์ ถ้าขาดอันใดอันหนึ่งไป ภาวะโลกร้อนก็ไม่เกิด ดังนั้น ถ้าแก้ปัญหาที่การจัดการก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ เราก็สามารถหันมาจัดการกับพลังงานจากดวงอาทิตย์ก็น่าจะได้
ซึ่งนี่คือพื้นฐานของแนวคิดเรื่องการจัดการพลังงานจากดวงอาทิตย์ให้สามารถลดความรุนแรงของภาวะโลกร้อน โดยการลดพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่จะทำปฏิสัมพันธ์กับก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง ซึ่งทำได้ด้วยการสะท้อนแสงอาทิตย์ (ช่วงคลื่นที่ไม่ทำปฏิสัมพันธ์กับก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะช่วงแสงที่มองเห็นหรือ Visible wavelength) ในบรรยากาศให้ออกนอกบรรยากาศโลกไป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายๆ ค่าย เห็นตรงกันว่า ถ้าทำได้จะสามารถแก้ปัญหาไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มได้ในเวลาอันสั้น แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางที่ใช้เทคโนโลยีทางวิศวกรรมโลก (Geoengineering) เพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
เทคนิคที่เป็นไปได้ อาทิ การปรับสภาพพื้นผิวโลกให้สามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ให้มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกิดจากการที่เรารู้ว่า พื้นผิวแต่ละแบบ (พื้นที่เมือง พื้นน้ำ ป่าไม้ ทะเล) สามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ได้มากน้อยต่างกันอยู่แล้ว ตัวอย่างง่ายๆ คือ ถ้าเราวัดอุณหภูมิภายในรถยนต์สีขาวกับสีดำที่จอดกลางแดดเหมือนกัน รถที่สีดำ (หรือสีเข้มกว่า) จะมีอุณหภูมิสูงกว่ารถที่ทาสีขาว (หรือสีอ่อนกว่า) ทั้งนี้ก็เพราะความสามารถในการดูดซับและสะท้อนแสงอาทิตย์ที่แตกต่างกันของพื้นผิวสีขาวและสีดำนั่นเอง
ดังนั้น ถ้าโลกร่วมกันทาตึกในเมืองด้วยสีขาว ปลูกพืชบางชนิดที่สะท้อนแสง (ในช่วง visible wavelength) ได้ดี หรือใช้วัสดุที่สะท้อนแสงได้ดีไปปูทับทะเลทรายไว้ ไม่ช้าไม่นาน สมดุลของพลังงานของบรรยากาศโลกก็จะเปลี่ยนไป เมื่อพื้นผิวโลกได้รับพลังงานน้อยลง (เพราะสะท้อนออกไปมาก) พลังงานความร้อน (Infrared wavelength ที่จะถูกดูดซับโดยก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ) ที่แผ่กลับสู่บรรยากาศก็น้อยลง ภาวะโลกร้อนก็อาจจะผ่อนคลายลงไปได้
อีกแนวคิดหนึ่งที่มีการนำเสนอคือ สมบัติของเมฆที่สามารถสะท้อนแสงได้ดี เหมาะที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในการลดพลังงานที่จะเข้ามาสู่บรรยากาศโลกได้ โดยในทางปฏิบัติ เราอาจจะเพิ่มการสะท้อนแสงของเมฆให้มากขึ้น กระตุ้นให้มีการเกิดเมฆมากขึ้น โดยเฉพาะเมฆในทะเลที่มีศักยภาพมาก (ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล) และมีผลกระทบต่อมนุษย์น้อย (ไม่มีคนอาศัยอยู่ในทะเล)
นักวิทยาศาสตร์บางคนเสนอให้เลียนแบบผลจากการระเบิดของภูเขาไฟที่มีผลต่อสมดุลพลังงานในบรรยากาศ โดยที่ทุกครั้งที่มีการระเบิดของภูเขาไฟ จะมีการพ่นเถ้าถ่านและฝุ่นละอองออกมา บดบังไม่ให้แสงอาทิตย์ส่องลงมาถึงพื้นโลก และมีผลทำให้อุณหภูมิของอากาศลดลงได้ ซึ่งในทางปฏิบัติสามารถทำได้โดยการยิงจรวดที่บรรทุกฝุ่นละอองขนาดเล็ก (sulfate aerosol) เมื่อส่งจรวดสู่ชั้นบรรยากาศที่เหมาะสมแล้วก็ค่อยปล่อยฝุ่นละอองออกมาบดบังแสงอาทิตย์ จะทำให้อุณหภูมิอากาศลดลงได้ บางคนเสนอให้ติดตั้งกระจกให้ครอบคลุมพื้นที่มากพอในบรรยากาศ เพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ออกไปสู่อวกาศโดยตรง
ในบรรดาตัวอย่างเทคโนโลยีที่ผมยกมานี้ การพ่นฝุ่นละอองขนาดเล็ก (Sulfate aerosol) ที่ชั้นบรรยากาศชั้น Stratosphere ดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ได้ผลเร็ว (ภายใน 1-2 ปี) และน่าจะมีศักยภาพในเชิงปฏิบัติมากที่สุด ทั้งในแง่การกระจายตัวอย่างรวดเร็วและครอบคลุมทั่วถึงพื้นที่โดยกว้างกว่าเทคนิคอื่นๆ แต่ประเด็นที่เป็นปัญหาใหญ่คือ เราก็ยังไม่รู้ว่า ถ้าจะทำกันจริงๆ แล้วจะต้องกันทำกันอย่างไรและผลจะเป็นไปตามที่เราคาดหวังหรือเปล่า (เช่น นำขึ้นสู่บรรยากาศด้วยวิธีการอย่างไร ประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไร ตรวจสอบติดตามผลอย่างไร ผลกระทบต่อชั้นโอโซน การเกิดเมฆ และอื่นๆ จะเป็นอย่างไร เป็นต้น)
เทคนิคทางวิศวกรรมโลกเหล่านี้ เมื่อพิจารณาจากหลักการแล้ว ดูจะเป็นไปได้และได้ผลดีในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนแต่สิ่งที่เราไม่รู้ก็คือ จะเกิดผลอย่างอื่นอะไรตามมาทั้งในระยะสั้นและยาวและสิ่งเหล่านั้น จะมีผลร้ายแรงยิ่งกว่าผลจากภาวะโลกร้อนหรือไม่ ซึ่งโลกก็ไม่อยากเห็นการแก้ปัญหาโลกร้อนกลับกลายเป็นการทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงอื่นๆ ตามมา ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ยังไม่สามารถทำได้ ตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา และถ้าเกิดผลเสียตามมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่สำคัญที่ต้องมีคำตอบก่อนที่จะสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ได้จริง
มีความเป็นไปได้ว่า ในอนาคต จะมีข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่เกิดขึ้น เพื่อจัดการกับข้อคำถาม การร่วมกันรับผิดชอบ และการกำหนดแนวปฏิบัติร่วมกันๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Geoengineering ซึ่งในปัจจุบัน สถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศ เริ่มนำเสนอไอเดียออกมาแล้วว่า ถ้าจะมีข้อตกลง ข้อกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้ หน้าตาและขอบเขตควรจะเป็นอย่างไร นักมองอนาคต นักวางแผน นักนโยบาย และผู้ที่เกี่ยวข้องกับวางอนาคตของประเทศ น่าจะเริ่มศึกษาและคิดเผื่อไว้ว่าถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะได้รับผลดีผลเสียอะไร การเตรียมการและแสวงหาโอกาสอยู่ตรงไหน






