วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สื่อสารข้ามวัฒนธรรมอย่างไรให้เข้าใจกัน

ยุคนี้เป็นเวลาที่มืออาชีพต้องปรับตัวเรียนรู้ ทั้งเชิงลึกและกว้าง ลึก ในแง่รู้จริง เชี่ยวชาญ ทันการ ทันเกม

กว้าง ทั้งในแง่ได้ภาพใหญ่ ไม่ติดกรอบ และ รอบตัว

นอกจากนั้น มิติหนึ่งของความกว้างที่หนีไม่พ้น คือ โลกที่เคยดูเหมือนไพศาลกว้างใหญ่ กลายเป็นขนาดที่ใส่ได้ในมือถือ

ทั้งโลก คือ สนามแข่งขัน ที่มีทั้งมิตร ทั้งศัตรู และคู่แข่ง โดยไม่มีเขตแบ่งชัดเช่นที่เป็นมา

จะเล่นเกมให้เก่ง จะเร่งแซงเขาได้หรือไม่ ต้องกลับไปใช้ยุทธวิธีที่ไม่เคยล้าสมัย

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

มืออาชีพจำนวนไม่น้อยในวันนี้ มีโอกาสสัมผัสการทำงานข้ามวัฒนธรรม ข้ามเส้นแบ่งเวลา ข้ามชาติ ข้ามศาสนา เป็นเรื่องธรรมดาทุกวัน

ที่ยากลำบากคือ แม้ทำงานกับคนชาติเดียวกัน เอาให้กลมเกลียว กลมกล่อม ก็ยังมีเวลาที่ตะล่อมกันยาก

หากต่างมาจากพื้นฐานที่หลากหลาย เชื่อได้ว่าการทำงานให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผล ทั้งคนก็มีความสุข ย่อมท้าทายขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

ล่าสุด ดิฉันได้มีโอกาสเรียนรู้จากอาจารย์ Erin Meyer แห่ง INSEAD หนึ่งในสถาบันการศึกษานานาชาติชั้นนำของโลก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส

อาจารย์ Meyer เป็นกูรูผู้เชี่ยวชาญเรื่องศาสตร์และศิลป์การทำงานข้ามชาติในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะแบบ virtual หรือ ทำงานชนิดไม่เห็นกันแบบตัวเป็นๆ แต่ติดต่อสื่อสารกันผ่านเทคโนโลยีที่มีสารพัด จัดให้เลือก ตั้งแต่แบบ “เบๆ” basic พื้นฐาน เช่น e-mail, จนถึง social media หลากหลาย, หรือไม่ก็เป็น facetime, teleconference ฯลฯ โดยไม่จำเป็นต้องเน้นบินไปมาหากัน เพราะทุกนาทีของทุกวัน เราเชื่อมถึงกันได้ในทุกขณะ

ยิ่งไม่ค่อยได้มีโอกาสเห็นหน้า ไม่ได้ใกล้ชิด ไม่ได้สัมผัสกันอย่างที่หลายๆ ท่านคุ้นเคยในบริบทการทำงานในอดีต ความเข้าใจและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพยิ่งสำคัญขึ้นเป็นเงาตามตั

ถือเป็นสมรรถนะของคนทำงานยุคใหม่ ที่ต้องใส่ใจ ใส่เวลาศึกษา

ใครเข้าใจได้ลึกซึ้งกว่า ได้เปรียบ

อาจารย์ Meyer เล่าว่า พวกเราชาวเอเชียต้องทำการบ้านหนัก หากรักจะทำงานกับ ชาวประชาที่มาจากทวีปอื่น

เพราะอย่าว่าแต่ต่างทวีป ต่างวัฒนธรรม ซึ่งบางอย่างเหมือนจะลึกล้ำเกินบรรยายให้เข้าใจได้ง่ายๆ แม้ฝรั่งมังค่า ที่ดูจะมาจากพื้นเพใกล้กันกว่า ก็พลาดท่าผิดใจกันง่ายๆ

ตัวอย่างที่น่าสนใจ มี อาทิ ชาวดัชท์จากเนเธอร์แลนด์ และ คนเยอรมัน ซึ่งมักเป็นคนตรงๆ เมื่อทำงานกับคนอังกฤษ ก็มีสิทธิ์ถึงกับไปไม่เป็น เช่น

หากลูกน้องคนเยอรมันเสนอความคิดในที่ประชุม แล้วหัวหน้าชาวอังกฤษบอกว่า

“น่าสนใจมาก...”

“very interesting…”

ลูกน้องอาจยิ้มร่า เพราะนายประทับใจ ไม่เสียแรงทำ…

เอาเข้าจริง “very interesting…” หมายถึง

“ผมไม่ปลื้ม” “I don’t like it.” แบบอังกฤษ

แล้วลูกน้องจะคิดออกไหม

หากทีมงานชาวดัชท์หารือกับหัวหน้าอังกฤษ แต่ต่างพบว่างานมีความผิดพลาด คุยกันไปมา แล้วหัวหน้าชาวอังกฤษบอกว่า

“ผมมั่นใจว่ามันเป็นความผิดของผมแน่นอน”

“I’m sure it’s my fault.”

ลูกน้องทั่วๆ ไป คงโล่งใจ ว่านายรับว่าเขาผิด

เอาว่าลูกน้องคิดผิดคิดใหม่ได้

เพราะ “I’m sure it’s my fault.” หมายถึง

“มันไม่ใช่ความผิดของผม” “It is not my fault.” แบบอังกฤษ !

น่าวิตกจริตมาก หากเราสามารถเข้าใจกันได้พลาดขนาดนี้

ทั้งนี้ มีกติกาง่ายๆ ให้เราเริ่มทำความเข้าใจ ว่าคนที่เราทำงานด้วยหมายถึงอะไร โดยสังเกตวิธีสื่อสาร และคำพูดที่เขาเลือกใช้

วัฒนธรรมใดใช้วิธีทำงานและสื่อสารแบบตรงๆ มักใช้ลักษณะการสื่อสารและคำที่เราเรียกว่า “upgraders” หรือ คำยกระดับ

เช่นคำว่า “ที่สุด” อาทิ งานนี้แย่ที่สุด

“ไม่เลย” เขาไม่เข้าใจเรื่องนี้เลย

“อย่างยิ่ง” ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เป็นต้น

ขณะที่บางสังคมที่สื่อสารกันแบบอ้อมๆ กว่า มักจะใช้คำประเภท “downgraders” หรือ คำลดระดับ อาทิ

“ไม่ค่อย” อาหารไม่ค่อยอร่อย

“บางส่วน” มีบางส่วนที่ผมไม่เห็นด้วย

“อาจจะ” เราอาจจะขอให้ปรับรายละเอียดบ้าง เป็นต้น

ดังนั้น เมื่อทำงานกับใครที่มาจากแดนที่เราไม่คุ้นเคย หากอยากประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องพยายามมานะศึกษา เรียนรู้ด้วยใจเปิดกว้างว่า

ไม่มีใครดีกว่าใคร เพียงแค่..ไม่เหมือนกัน

ตลอดจนตระหนักว่า คำพูดของเรา อาจถูกแปลงให้อ่อนลง หรือ เข้มขึ้นกว่าที่เราตั้งใจในหูผู้ฟัง ขึ้นกับว่าใครเป็นผู้ตีความ

ยามทำงานและสื่อสาร จึงต้องพร้อมยืดหยุ่น บรรจงลด หรือเพิ่มดีกรี เพื่อให้พี่แกเข้าใจ ไม่หลง ไม่งงกันไปมา

นอกจากนั้น การเกรงใจกัน ถือเป็นวัฒนธรรมอันดี โดยเฉพาะเมื่อใช้ในที่ๆ ต่างเข้าใจกัน ว่าฉันเกรงใจ จึงได้เลือกทำโน่นนี่

กระนั้นก็ดี ในบริบทที่ต่างมิได้มาจากมาตรฐานเดียวกัน หากเราเกรงใจเสียจนไม่กล้าพูด ได้แต่ก้มหน้าก้มตาบอกเขาว่า “ไม่เป็นไรๆ” แม้ใจขุ่นเคือง

เมื่อเขาหลงเชื่อว่าเป็นเรื่องไม่เป็นไรจริงๆ เลยไม่ช่วยอะไร ได้แต่อยู่นิ่งๆ เหมือนไม่สนใจ ไม่นำพา

...แล้วจะว่าใครดี