พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2557 เป็นเวลา 60 วัน เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย
ที่ช่วยให้รัฐบาลรักษาการมีอำนาจในการสลายการชุมนุม แต่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ถือเป็นดาบสองคม เพราะทำให้ชาวต่างชาติมองว่า ประเทศไทยอยู่ในภาวะไม่ปกติ และธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากความไม่ปกตินี้มากที่สุดคือธุรกิจการท่องเที่ยว แค่เดือนมกราคมเดือนเดียวก็สูญเงินไปไม่น้อยกว่า 16,600 ล้านบาทแล้ว
แม้ว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะถูกนำมาใช้ในช่วงปลายเดือนมกราคม แต่คนไทยและชาวต่างชาติที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยจำนวนไม่น้อย ก็คาดไว้แล้วตั้งแต่ปลายปี 2556 แล้วว่า มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลรักษาการจะงัดเอา พ.ร.ก. ฉบับนี้ขึ้นมาใช้ เพื่อเปิดทางไปสู่การสลายการชุมนุม ด้วยเหตุนี้ ผลกระทบจากความเป็นไปได้ในการนำ พ.ร.ก. ฉบับนี้มาใช้ จึงสำแดงอิทธิฤทธิ์ล่วงหน้า ก่อนที่จะนำ พ.ร.ก. ฉบับนี้มาใช้จริงเสียอีก
เพื่อให้เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในภาคการท่องเที่ยว เฉพาะในส่วนของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ผู้เขียนนำข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนมกราคมตั้งแต่ปี 2553 ถึง 2557 มาแสดงไว้ในรูป ข้อมูลนี้ได้มาจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ในรูปยังแสดงให้เห็นอัตราการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนมกราคม เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านั้น เช่น ในเดือนมกราคมปี 2553 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดือนมกราคมปี 2552 ประมาณ 26.4%
จากรูป จะเห็นว่า ในเดือนมกราคมปี 2557 อัตราการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมปี 2556 เพิ่มขึ้นเพียง 0.06% พูดง่ายๆ คือ จำนวนนักท่องเที่ยวแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย เมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวเฉลี่ยในช่วง 4 ปี ก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ประมาณ 16.4% ต่อปี จะเห็นว่าต่างกันราวฟ้ากับดิน จึงเห็นได้ชัดว่าได้เกิดความผิดปกติอะไรสักอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว “ความผิดปกติ” ที่เป็นได้ชัดเจนที่สุด คือ การชุมนุมและแนวโน้มในการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
เพื่อให้ยุติธรรมกับทุกฝ่าย จากการคำนวณแบบเดียวกันกับที่แสดงไว้ในรูป ของช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2556 พบว่า อัตราการขยายตัวของทั้งสองเดือนนี้ ก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ 4 ปีก่อนหน้านั้นประมาณครึ่งหนึ่ง แสดงว่า การชุมนุมและท่าทีของรัฐบาลที่มีต่อการชุมนุมในช่วงเวลาดังกล่าวได้สร้างผลกระทบในระดับหนึ่ง เพียงแต่ไม่รุนแรงเท่าการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
หากใช้ข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวเดือนมกราคม 2556 เป็นฐานในการคำนวณก็จะพบว่า อัตราการขยายตัวที่ลดลงเหลือ 0.06% ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปราว 378,000 คน ข้อมูลในปี 2555 ของกรมการท่องเที่ยว ระบุว่าโดยเฉลี่ยแล้วค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวแต่ละคนอยู่ที่ประมาณ 44,000 บาท ดังนั้น จำนวนนักท่องเที่ยวซึ่งน้อยกว่าที่ควรจะเป็นถึงสามแสนกว่าคน จึงตีออกมาเป็นเงินที่หายไปไม่น้อยกว่า 16,600 ล้านบาท
ความจริงแล้วรัฐบาลรักษาการสามารถลดผลกระทบนี้ได้ หากมีแผนการบริหารจัดการวิกฤติที่ดี สิ่งที่ควรทำในช่วงเวลานั้นคือการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมีข้อมูลเพียงพอว่า ยังมีพื้นที่ไหนบ้างที่สามารถเที่ยวได้อย่างปลอดภัย สามารถเดินทางไปถึงพื้นที่เหล่านั้นได้อย่างไร และมีการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ผ่านช่องทางต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้นักท่องเที่ยวมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจ
น่าเสียดายที่เราไม่ได้เห็นรัฐบาลรักษาการทำอะไรแบบนี้เลย ปล่อยให้ผู้ประกอบการและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวต้องต่อสู้กันเอาเอง ซึ่งต่อให้พวกเขาลงทุนลงแรงกันแค่ไหน เมื่อขาดแรงหนุนจากรัฐบาล ก็ไม่มีทางจะเรียกความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวคืนมาได้ ความพยายามเอาชนะคะคานกันทางการเมือง จนกระทั่งหลงลืมไปว่า หน้าที่หลักของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นตัวจริงหรือรักษาการ ไม่ใช่การต่อสู้ทางการเมืองกับผู้ไม่เห็นด้วย แต่เป็นการช่วยให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าได้ในทุกมิติ รวมถึงมิติทางเศรษฐกิจ
การไม่ทำอะไรของรัฐบาลในเรื่องนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดๆ ไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติว่า ขนาดรัฐบาลยังไม่ใส่ใจจะออกมาให้ข้อมูล แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการเดินทางไปเที่ยวประเทศไทยในช่วงนี้จะปลอดภัยจริง เกิดเป็นอะไรขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร ความกังวลใจที่มีอยู่แล้วเมื่อบวกเข้ากับความไม่มั่นใจกับท่าทีของรัฐบาล จึงกลายเป็นสมการความเสียหายที่ทำร้ายธุรกิจท่องเที่ยวอย่างรุนแรง
อย่าลืมว่า ในยุคนี้ ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวหาง่าย แค่คลิกไม่กี่ทีก็ได้แล้ว การเดินทางไปเที่ยวที่ต่างๆ ในโลกสะดวกกว่าเมื่อก่อน สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยส่วนใหญ่ จึงไม่ได้มีความพิเศษมากเหมือนในอดีต มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายทั่วโลกที่สามารถทดแทนแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยต้องแข่งกับคนทั้งโลก ลำพังการแข่งขันก็ลำบากแสนสาหัสแล้ว โดนรัฐบาลปล่อยเกาะแบบนี้ เลยอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ปี 2557 อาจกลายเป็นปีชงของธุรกิจท่องเที่ยวของไทย






