ความพยายามให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองเวลานี้หันหน้าเข้าสู่การพูดคุยบนโต๊ะเจรจา เป็นความพยายามของหลายๆ ฝ่ายที่อยากเห็น
บรรยากาศการเห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรูตัวฉกาจรุนแรงถึงขนาดเรียกร้องแบ่งแยกประเทศเหมือนไครเมียในยูเครนให้คลี่คลายหรือทุเลาบรรเทาปัญหาลงได้
พิจารณาดูเห็นคล้ายๆ กันว่าทั้งฝ่ายคู่ขัดแย้งและผู้เกี่ยวข้องพยายามหาทางลงให้ตัวเอง อย่างองค์กรอิสระหลายแห่งได้พยายามหาคำอธิบายการเลือกเดินในแนวทางของตัวว่าไม่มีเจตนามุ่งร้ายต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดและหามีอคติต่อผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งในทางปฏิบัติคงยากที่จะทำให้ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากองค์กรอิสระเหล่านั้นเชื่อตามที่มีการอรรถาธิบายต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
วันนี้จึงได้เห็นการออกมาแสดงตนและเริ่มมีการยื่นเงื่อนไขมากมายให้แก่กันและกัน ตั้งแต่ประเด็นที่ร่ำลือกันถึง "การนิรโทษกรรม" ความผิดอันเนื่องมาจากการชุมนุมของแต่ละฝ่าย รวมถึงการมุ่งหน้าสู่ "การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อการปฏิรูปประเทศ" ซึ่งเคยนำเสนอแนวคิดผ่านทางคอลัมน์นี้เมื่อหลายเดือนก่อน มีทั้งผู้เห็นด้วยและเห็นต่างไปตามความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคล
ต้องเข้าใจว่าความคิดเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติด้วยการผ่อนปรนการบังคับใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราภายหลังการได้ตัวเลขสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบร้อยละ 95 มีความเป็นไปได้สูงมาก เพาะในยามวิกฤติคับขันประเทศต้องมุ่งหน้าสู่การแก้ไขปัญหาความแตกแยกในบ้านเมือง เราคงไม่ต้องการเห็นภาพการต่อล้อต่อเถียงเอาชนะกันแบบมีฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลเหมือนในยามปกติ คนส่วนใหญ่คงต้องการเห็นความปรองดองกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเร่งแก้ไขกู้คืนสถานภาพของประเทศกลับสู่ๆ สภาวะปกติในเร็ววัน
สัญญาณดังกล่าวจึงเป็นหน้าที่ของบรรดาสมาชิกรัฐสภาชุดใหม่ที่สามารถหารือร่วมกันในการจะเลือกใช้ข้อบังคับหลายๆ อย่างแบบผ่อนปรนโดยไม่ละเมิดกฎหมายที่เป็นสาระบัญญัติสำคัญซึ่งจะมีผลให้เกิดการบิดพลิ้วต่อหลักนิติธรรมและการบริหารปกครองบ้านเมืองได้อยู่หลายเรื่อง อาทิ ฝ่ายค้านอาจแสดงบทบาทการคัดค้านในกรอบที่เป็นข้อหารือร่วมกันกับฝ่ายรัฐและแจ้งให้สาธารณชนได้รับทาบ เว้นแต่ความผิดร้ายแรง เช่นการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่คงไม่อาจยอมความหรือนิ่งเฉยผ่อนปรนใดๆ ได้
ขณะที่ฝ่ายรัฐควรที่จะวางตนเหมือนดังที่นายกรัฐมนตรีได้เปรยขึ้นมาหลายครั้งว่า ต้องการแก้ไขปัญหาโดยยึดหลักเมตตาธรรม ในวาระโอกาสต่อจากนี้ รัฐบาลจะต้องทำให้สังคมเชื่อถือศรัทธาว่ารัฐบาลได้ดำรงตนเหมือนเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่เน้นย้ำการพูดคุยแก้ไขปัญหาร่วมมากกว่าการใช้กำลังทั้งทราบและไม่ทราบฝ่ายปราบปรามกันอย่างหนักหน่วงรุนแรง เรื่องใดที่มีการพูดคุยเจรจาทั้งบนโต๊ะใต้โต๊ะสามารถสื่อสารกับประชาชนได้ไม่ควรละเลยหรือรีรอให้ช้าเนิ่นนาน การสื่อสารอย่างทันการณ์และมองยุทธศาสตร์การเอาชนะหรือชิงความได้เปรียบทางการเมืองเป็นหลักจะยิ่งสร้างความร้าวลึกรุนแรง






