ในวันที่ 17 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา หลังจากจีนประกาศเขตป้องกันภัยทางอากาศทับพื้นที่หมู่เกาะที่เป็นข้อพิพาทกับญี่ปุ่น (เซนกากุ / เตียวหยู)
ได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน รัฐบาลญี่ปุ่นก็ประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการพื้นฐานด้านนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศของญี่ปุ่นครั้งสำคัญ และจะมีผลกระทบโดยตรงต่อการเมืองและสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในอดีตที่ผ่านมา นโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศของญี่ปุ่นจะอิงกับการตีความมาตราที่ 9 ของรัฐธรรมนูญที่ห้ามการทำสงครามและห้ามการแก้ไขข้อพิพาทด้วยกำลังทหาร (รวมทั้งห้ามมีกองทัพ แต่ญี่ปุ่นมีกองกำลังป้องกันประเทศที่มีศักยภาพทางการทหารไม่ต่างอะไรกับกองทัพในความหมายทั่วไป) ดังนั้น ญี่ปุ่นจะใช้วิธีการทางการทูตและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขความความขัดแย้ง และใช้การสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่างๆ เป็นวิธีการในการสร้างสันติภาพในระดับนานาชาติ
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นได้ส่งกองกำลังป้องกันตนเองเข้าร่วมในภารกิจรักษาสันติภาพของชาติสหประชาชาติตามข้อเรียกร้องจากประเทศมหาอำนาจตะวันตก ซึ่งการกระทำนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมญี่ปุ่นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ปฏิบัติการทางการทหารดังกล่าวจะขัดกับมาตราที่ 9 ของรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการเพิ่มระดับความสำคัญทางการเมืองของความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว
ในปัจจุบัน แม้มาตราที่ 9 ของรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นยังไม่ถูกแก้ไข แต่นโยบายความมั่นคงที่มีพื้นฐานมาจากการตีความรัฐธรรมนูญมาตราที่ 9 เช่นที่เป็นมาในอดีตได้กลายเป็นข้อจำกัดของญี่ปุ่นในการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกในระยะสิบปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด
ความรุนแรงของข้อพิพาทเกี่ยวกับการอ้างสิทธิในหมู่เกาะเซนกากุ / เตียวหยูกับจีน และการคุกคามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือในปี 2556 ที่ผ่านมา รวมทั้งท่าทีของสหรัฐอเมริกาที่เกรงใจจีนมากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลพรรคแอลดีพีของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะเชื่อว่าญี่ปุ่นไม่สามารถยึดติดอยู่กับนโยบายความมั่นคงแบบเดิมได้อีกต่อไป ญี่ปุ่นจำเป็นจะต้องมีท่าทีในเชิงรุกมากขึ้นในการพัฒนาศักยภาพทางการทหารและการแสวงหาพันธมิตร รวมทั้งมีบทบาทมากขึ้นในด้านความมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์และสันติภาพของตนเองเอาไว้
ตามแผนยุทธศาสตร์นี้ ความมั่นคงของชาติจะเป็นหัวใจสำคัญของการกำหนดนโยบายในทุกด้านของญี่ปุ่นในอีกสิบปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย และญี่ปุ่นจะใช้วิธีการเชิงรุกมากยิ่งขึ้นในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกบนพื้นฐานของความร่วมมือในระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายสามประการคือ (1) เสริมสร้างแสนยานุภาพทางการทหารของตนเอง (2) เพิ่มความเข้มแข็งของการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาและแสวงหาพันธมิตรเพิ่มเติมทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (3) ให้การสนับสนุนระเบียบโลกสากลและการมีบทบาทนำในการแก้ไขข้อพิพาทด้วยวิธีการทางการทูต
หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติได้เพียงวันเดียว หนังสือพิมพ์อาซาฮีของญี่ปุ่น ฉบับวันที่ 18 ธันวาคม 2556 ก็ลงบทบรรณาธิการ (“Abe's National Security Strategy Undermines Japan' Postwar Pacifism”) วิจารณ์แผนยุทธศาสตร์นี้ว่าเป็นการโต้ตอบการขยายอิทธิพลของจีนด้วยวิธีการทางการทหารมากกว่าการทูต และได้สรุปอย่างตรงไปตรงมาว่าสาระสำคัญของแนวคิดสันติภาพเชิงรุก ("Proactive Contribution to Peace" หรือ "Proactive Pacifism") ของนายกรัฐมนตรีอาเบะก็คือการขยายบทบาททางการทหารของญี่ปุ่นไปในทิศทางที่บั่นทอนมาตราที่ 9 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
บทบรรณาธิการนี้เห็นว่ายุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่ควรจะเป็นของญี่ปุ่นก็คือการแสวงหาความเข้าใจและการยอมรับจากนานาชาติต่อจุดยืนของญี่ปุ่นเกี่ยวกับสันติภาพและข้อพิพาทกับจีน แทนที่จะเป็นการทำให้นานาชาติเป็นกังวลว่าญี่ปุ่นจะย้อนกลับไปหาลัทธิทหารนิยมและรื้อฟื้นคุณค่าที่เป็นศัตรูกับแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนดังเช่นที่เคยเป็นมาในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
ในด้านหนึ่ง ความกังวลที่ปรากฏในบทบรรณาธิการนี้ก็ไม่ได้ปราศจากพื้นฐานทางความเป็นจริงรองรับไปเสียทั้งหมด เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศตามโครงการป้องกันประเทศในระยะกลาง (Mid-term Defense Program) ขึ้นไปเป็น 24.7 ล้านล้านเยน (เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน) ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปในการจัดหาอาวุธและยุทโธปกรณ์สำหรับการเพิ่มแสนยานุภาพทางน้ำและอากาศของกองกำลังป้องกันประเทศ นอกจากนั้น นักการเมืองและบุคคลสำคัญของญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งก็ได้แสดงความคิดเห็นหรือมีบทบาทในทางที่กระตุ้นความโกรธแค้นทางประวัติศาสตร์ของจีนและเกาหลีใต้อยู่เป็นระยะ เช่น การแสดงความเห็นเกี่ยวกับนาซีเยอรมันของทะโร่ อะโซ อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลชุดปัจจุบันของอาเบะ การไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิของตัวอาเบะเอง การแสดงความเห็นลดทอนความสำคัญของการบังคับให้ผู้หญิงชาวเกาหลีและชาติอื่นเป็นเครื่องมือบำบัดความใคร่ให้กับทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามเอเชียแปซิฟิก (“Comfort Women”) ของคัตสึโอะ โมมิอิ ประธานสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคคนปัจจุบัน ฯลฯ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง แผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับดังกล่าวก็มีเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางการทูตอยู่ไม่น้อย และเป็นการทูตที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ด้านการทหารเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย ดังนั้น การสรุปว่าญี่ปุ่นกำลังรื้อฟื้นลัทธิทหารนิยมขึ้นมาใหม่จึงเป็นการกล่าวหาที่เกินเลย และเป็นการใช้ประโยชน์จากประวัติศาสตร์อย่างไม่เป็นธรรม และที่สำคัญก็คือแผนยุทธศาสตร์นี้เป็นปฏิกิริยาต่อการแผ่ขยายอิทธิพลและการทุ่มเทงบประมาณให้กับการพัฒนากองทัพตลอดสิบปีที่ผ่านมาของจีน รวมไปถึงการคุกคามที่ยากจะคาดเดาของเกาหลีเหนือ มากกว่าที่จะเป็นความทะเยอทะยานทางการทหารของญี่ปุ่นเอง
อย่างไรก็ตาม บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์อาซาฮีนี้เป็นตัวแทนของคนญี่ปุ่นจำนวนมากที่ให้ความสำคัญกับการต่อต้านสงครามและความรักในสันติภาพในฐานะที่เป็นบทเรียนและคุณค่าสำคัญของประเทศญี่ปุ่น และการยึดมั่นในคุณค่านี้เปรียบเสมือนการให้คำมั่นสัญญากับนานาชาติว่าญี่ปุ่นได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์และจะไม่ย้อนกลับไปสู่ระบบเผด็จการและลัทธิทหารนิยมอีก แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลของอาเบะก็ได้พยายามทำหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์และความอยู่รอดของประเทศ ซึ่งอาจไม่สามารถทำได้หากยึดติดกับคุณค่าดังกล่าวโดยไม่ให้ความสำคัญกับความเป็นจริงทางการเมืองและบริบททางความมั่นคงระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป






