วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สมัยนี้...จอเดียวคงไม่พอ

เพิ่งผ่านไปได้ไม่นานสำหรับงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 86 ที่ประกาศผลกันไปเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น

แต่ถ้าเป็นเวลาบ้านเราก็เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมานี่เอง สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่าใครได้รางวัลอะไร ผมก็ขอบอกแค่รางวัลเดียวแล้วกันครับ นั่นคือ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งตกเป็นของภาพยนตร์เรื่อง 12 Years a Slave ที่มีคนที่ดูแล้วตามเชียร์กันพอสมควร รางวัลอื่นๆ ที่เหลือต้องรบกวนให้ท่านผู้อ่านไปติดตามหาดูกันทางเว็บไซต์ก่อนนะครับ เพราะเหตุผลที่ผมเกริ่นนำมาโดยใช้งานออสการ์นี้ ไม่ใช่ว่าผมต้องการจะพูดเรื่อง ภาพยนตร์เข้าชิงหรือรางวัลต่างๆ จากงานออสการ์ครั้งนี้ แต่ในฐานะอาจารย์ผู้สอนด้านการสื่อสารการตลาด และสำหรับคอลัมน์คนพันธุ์ N ด้วยแล้ว ผมขอพูดถึงสิ่งหนึ่ง ที่พิธีกรสาวหล่อของงานชื่อ Ellen Degeneres ได้ทำและเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันแทบจะทั่วโลกสร้างประกฎการณ์ใหม่ให้กับการจัดงานออสการ์ (นอกเหนือจากที่เธอสั่งพิซซ่ามาแจกคนในงานนะครับ) กันเลยทีเดียว นั่นคือ การถ่ายภาพ Selfie ในงานออสการ์พร้อมเหล่าดาราคนดัง อาทิ Julia Roberts, Brad Pitt, Meryl Streep และ Kevin Spacey

การถ่ายภาพครั้งนี้ แน่นอนว่า คงไม่ได้เกิดขึ้นเล่นๆ เหมือนแบบที่พวกเราไปเจอเพื่อนตามงานต่างๆ แล้วหยิบกล้องโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพ selfie (การถ่ายภาพ selfie คือการถ่ายภาพตัวเอง) เพื่อ “อัพ” หรือ “โพสต์” และ “แท็ก” ไปยังเพื่อนคนอื่นๆ แต่การถ่ายภาพครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะ สปอนเซอร์ใหญ่ของงาน ซัมซุง นั่นเอง การถ่ายภาพครั้งนี้จึงเป็นงานโฆษณาแฝงชิ้นหนึ่งที่แยบยลและสร้างกระแสได้ดีทีเดียว ถึงแม้จะมีคนแอบซุบซิบนินทาว่า เห็นฉากหน้า Ellen พิธีกรของงานถือกล้อง ซัมซุงถ่าย selfie แต่ฉากหลัง แกก็ยังคงเป็นลูกค้าของคู่แข่งรายใหญ่ของซัมซุงอยู่ดีนั่นคือ iPhone ของ Apple นั่นเอง

เมื่อถ่ายภาพเสร็จ Ellen ก็ได้ tweet ภาพดังกล่าว ทันที ทำให้มีคน retweet ต่อๆ กันไปอีก จน twitter ประกาศว่า ภาพ selfie ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งนี้ เป็นภาพที่มีคน retweet มากที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกภาพหนึ่ง นั่นคือ ประมาณ 780,000 retweet ภายในครึ่งชั่วโมงและไปจนถึง 2 ล้าน retweet จนจบรายการ เรียกได้ว่าสามารถทำให้ twitter ล่มไปสักพักหนึ่งเลยทีเดียว ไม่พอครับ นิตยสาร The Guardian ยังบอกอีกว่า ภาพ selfie ของ Ellen นี้ มีคน retweet มากกว่าภาพของนายบารัก โอบามาที่ถ่ายคู่กับสตรีหมายเลขหนึ่งชื่อภาพว่า “Four More Years” ที่ tweet เมื่อได้รับชัยชนะรอบที่สองอีกด้วย

ปรากฏการณ์ ดูทีวีคู่กับการมีปฏิสัมพันธ์ผ่านทาง Social Media นี้สามารถกระตุ้นยอดคนดูรายการทีวีได้มาก เพราะช่วยทำให้คนดูรู้สึกมีส่วนร่วมกับรายการ ได้พูดคุยกับเพื่อนที่ดูรายการทีวีนั้นๆ ด้วยกัน แม้จะไม่ได้นั่งอยู่ข้างๆ กันจริงๆ ก็ตาม พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ จึงทำให้ผู้ผลิตรายการเอย ฝ่ายการตลาดของรายการเอย ต้องตามให้ทัน ที่สำคัญต้องตามพฤติกรรมของคนดูในสังคมนั้นๆ ให้ทัน สำหรับเมืองไทย มีหลายรายการโดยเฉพาะละคร ที่ดังได้ เพราะสื่อ Social Media อย่าง Facebook ล่าสุด หากใครเล่น Facebook คงสังเกตเห็นได้เลยว่า เข้าสู่คืนวันพุธ คืนวันพฤหัสบดี เมื่อไหร่ หน้าจอ Facebook ของท่านจะเต็มไปด้วย status ที่เกี่ยวข้องกับละคร สามีตีตรา ไม่ว่าจะด่ายายน้ำผึ้ง หรืออะไรก็ตาม ที่ผ่านมาละครที่โด่งดังมาได้จากกระแส Social Media ก็มีอยู่ไม่น้อย เห็นกันชัดๆ อีกเรื่อง ก็คงหนีไม่พ้น ละครทางช่องเคเบิลที่มีกระแสแรงกว่าละครทางช่อง ฟรีทีวี เรื่อง ฮอร์โมน ที่มีคนพูดถึงละครเรื่องนี้กันเต็ม Facebook จนคนที่ไม่ได้ดู ไม่รู้จักต้องมีคำถามแล้วว่า “เขาพูดกันเรื่องอะไรว่ะเนี่ย” และด้วยกระแส Social Media นี่แหละที่ทำให้ละครเรื่องนี้เต็มบ้านเต็มเมืองโดยเฉพาะวัยรุ่น

เห็นได้ว่า สื่อ Social Media ที่เมื่อก่อนมีแต่คนมองว่าเป็นสื่อรอง มาถึงยุคสมัยนี้ สื่อรองตัวนี้กลับมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคดังตัวอย่างที่ได้พูดถึงในข้างต้น ดังนั้น นักสื่อสารการตลาดจึงต้องคิดค้นหาเทคนิค หรือ Gimmick (ลูกเล่น) มาใช้เพื่อให้คนเอาไปเล่นต่อหรือแชร์ต่อผ่านทาง Social Media หรือให้คนเอาไป retweet ผ่านทาง twitter อย่างที่ Ellen ทำให้ดูแล้วเป็นตัวอย่าง เธอไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพ selfie เลย แต่พอเธอถ่ายเท่านั้น กระแสวิพากษ์วิจารณ์ การพูดถึงมีตามมาอย่างมหาศาล สื่อต่างๆ พูดถึงมากมาย ลงทุนเพียงเล็กน้อยแต่กระแสตอบรับมโหฬารจริงๆ ดังนั้น เมื่อคุณมีสินค้า มีบริการอยู่ในมือ มีแผนการตลาดต่างๆ อยู่ในมือ อย่าลืมถามว่า แล้วจะให้ผู้บริโภคเล่น หรือมีส่วนร่วมใดๆ ผ่านทาง Social Media แต่ก็ต้องเอาให้สนุกและไม่ควรซ้ำใครนะครับ ใช่ครับ มันยาก แต่มันเป็นไปได้และเป็นไปแล้วหลายครั้งครับ

ท้ายสุดนี้ผมจึงขอฝากข้อคิดสั้นๆ ปิดท้ายว่า แม้ว่าตาของผู้บริโภคยังคงมีสองตาอยู่เท่าเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ สองตานั้นไม่จ้องมองที่หน้าจอทีวีตลอดเวลาเมื่อเช่นเดิมแล้ว หากแต่ตาทั้งสองนั้นยังจ้องมองไปยังหน้าจอ smartphone หรือ tablet อีกด้วย เพื่อให้สินค้าและบริการของท่าน ไม่ถูกละความสนใจจากผู้บริโภค โจทย์ของท่านตอนนี้ก็คือ ท่านจะทำอย่างไรให้เรื่องราวของสินค้าและบริการของท่านไปอยู่ยังอีกหน้าจอหนึ่งด้วย เพราะอย่างที่บอกครับ สมัยนี้...จอเดียวคงไม่พอแล้วครับ