วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลาปฏิวัติ

จากกรุงเคียฟถึงกรุงเทพฯ เสียงเรียกร้องการ “ปฏิวัติประชาชน” จนถึงปฏิวัติทางการทหารดังกระหึ่ม โดยหวังว่าจะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า

แต่การปฏิวัติที่แท้จริงที่จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจสังคมรวมถึงประชาชนโดยรวมได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว แต่เป็นในประเทศจีน

ก่อนหน้าการประชุมใหญ่สภาประชาชนจีนที่กำลังเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ ประชาคมเศรษฐกิจการเงินจีนและทั่วโลกได้เห็นการ “ปฏิวัติ” ภาคการเงินจีน 2 ประการ คือ (1) การปฏิวัติจากด้านบน (Top-down) จากการที่ทางการจีน “ตั้งใจ” แทรกแซงให้เงินหยวนอ่อนค่าลงเกือบ 1% ในรอบสัปดาห์ หลังจากปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าต่อเนื่องมากว่า 6 ปี และ (2) การปฏิวัติจากด้านล่าง (Bottom-up) จากการที่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบใหม่ในรูปแบบกองทุนรวมตลาดเงิน (MMF) เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ฝากเงินและนักลงทุนจีน โดยในช่วงครึ่งปีหลังขยายตัวถึง 3 เท่า (จาก 3 เป็น 9 แสนล้านหยวน) ทดแทนผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management Product: WMP) ที่เป็นต้นกำเนิดของ Shadow Banking หรือภาคการเงินเงาที่เป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน

อะไรเป็นสาเหตุของการ “ปฏิวัติ” ครั้งนี้ และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งสองจะทำให้ภูมิลักษณ์เศรษฐกิจการเงินจีนและโลกเปลี่ยนไปอย่างไร ก่อนจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ ความเข้าใจในปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการเงินจีนเป็นสิ่งจำเป็น

กล่าวโดยย่อ ภาคการเงินจีนมีปัญหาเชิงโครงสร้าง 2 ประการ ประการแรกได้แก่ Financial Repression หรือการที่ทางการตั้งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและกู้ต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับรัฐวิสาหกิจและรัฐบาลท้องถิ่น ขณะที่ธุรกิจเอกชนและประชาชนที่ต้องการเงินทุนไม่สามารถหาเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยง่าย จึงทำให้เกิด Shadow Banking ขึ้น

เพื่อเป็นการคุมกำเนิด ในปีที่แล้วธนาคารกลางจีนจึงเริ่มดึงเงินออกจากตลาดซื้อคืนพันธบัตร (อันเป็นตลาดที่ธนาคารใช้บริหารสภาพคล่อง) เพื่อให้เงินไหลไปสู่ Shadow Banking ยากขึ้น ซึ่งแม้จะลดธุรกรรม Shadow Banking ได้บ้าง แต่ก็ทำให้ตลาดแลกเปลี่ยนระหว่างธนาคาร (Interbank) ผันผวนและทำให้ภาคธนาคารจีนเสี่ยงต่อวิกฤตสภาพคล่อง

ปัญหาประการที่สองได้แก่ ประเด็นเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital Flow) ซึ่งที่ผ่านมามีเงินทุนไหลเข้าจีนมากทั้งจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรง การส่งออกขยายตัวสูง และเงินจากการอัดฉีด QE ของสหรัฐ ทำให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และเป็นช่องทางเก็งกำไรของนักค้าเงิน ในขณะที่ปัจจุบัน สัญญาณเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวบวกกับการลดทอน QE ของสหรัฐ และความเสี่ยงฟองสบู่แตก ทำให้ทางการจีนต้องปรับทิศทางค่าเงินหยวนให้สะท้อนภาพเศรษฐกิจมากขึ้น

ปัญหาทั้งสองจึงทำให้ธนาคารกลางจีนตั้งใจแทรกแซงให้เงินหยวนอ่อนค่าลง รวมถึงขยายช่วงการเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนให้กว้างขึ้น ซึ่งนอกจากจะลดกระแสการเก็งกำไรแล้ว ยังเป็นการช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับภาคการเงินในประเทศโดยทางอ้อมได้อีกด้วย จากการรับแลกเงินดอลลาร์ด้วยเงินหยวนจำนวนมากขึ้น ซึ่งทำให้ตลาด Interbank ของจีนไม่ผันผวนมากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา (ทั้ง ๆ ที่ตามปกติแล้ว ความต้องการสินเชื่อของจีนที่มากขึ้นในช่วงต้นปีมักจะทำให้อัตราดอกเบี้ย Interbank ของจีน “กระตุก” อยู่เสมอ)

ในส่วนของกระแสความนิยมในกองทุนรวมตลาดเงิน (MMF) ที่มากขึ้นทดแทนการลงทุนใน Shadow Banking นั้น เกิดจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น โดยเริ่มจากการที่ธุรกิจ Alibaba ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายของในโลกออนไลน์ของจีนได้ออกหน่วยลงทุนใน MMF เพื่อใช้ในการบริหารสภาพคล่อง แต่เนื่องจากหน่วยลงทุนดังกล่าวให้ผลตอบแทนดี (ประมาณ 5.6% ต่อปี) และความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนใน Shadow Banking และเงินฝากปกติ (ประมาณ 3.2% ต่อปี) ประกอบกับลงทุนได้ง่าย เพราะทำธุรกรรมผ่านมือถือได้ ทำให้ความนิยมของ MMF โดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

โดยส่วนตัว ผู้เขียนมองว่า MMF เป็นจุดเริ่มต้นของการลดของปัญหา Shadow Banking ในอนาคต เนื่องจากเป็นการนำธุรกรรมที่ไม่โปร่งใส อยู่ใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินและตรวจสอบง่ายขึ้น เนื่องจากผู้ลงทุนจะทราบได้ว่าความเสี่ยงของการลงทุนอยู่ที่ใด ใครเป็นผู้รับผิดชอบหากเกิดความเสี่ยงขึ้น ต่างจากผลิตภัณฑ์ของ Shadow Banking ที่หากโครงการที่นำเงินที่ระดมทุนไปใช้เกิดล้มละลาย ผู้ซื้อจะไม่ทราบแน่ชัดว่าใครจะรับผิดชอบต่อความสูญเสียดังกล่าว ระหว่างธุรกิจที่ระดมเงินทุน ทรัสต์ที่เป็นผู้ออกตราสาร หรือธนาคารที่เป็นผู้จัดจำหน่าย

ในส่วนของการขยายช่วงการเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนนั้น รวมถึงทำให้หยวนสามารถเคลื่อนไหวได้ 2 ทางนั้น ผู้เขียนมองว่าเป็นการลดกระแสการเก็งกำไร ทำให้เงินหยวนเคลื่อนไหวโดยอิสระมากขึ้น ทำให้จีนมีเครื่องมือทางการเงินในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมากขึ้นด้วย กล่าวคือหากเศรษฐกิจร้อนแรง จีนก็อาจผลักเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้น แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงเช่นในปัจจุบัน จีนก็อาจปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าลง ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการส่งออกและผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงลดความผันผวนได้

การปฏิวัติภาคการเงินที่แท้จริงได้เกิดขึ้นแล้ว และหากทางการจีนดูแลให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นไปได้ด้วยดี การปฏิวัติครั้งนี้ก็อาจเปลี่ยนเศรษฐกิจจีนและเอเชียให้ขยายตัวยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

----------------------

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่