วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คนป่วยแห่งเอเชีย

มีคำพยากรณ์เศรษฐกิจของไทยปีนี้อยู่หลายสำนัก ซึ่งล้วนแล้วแต่ไปในทางลบทั้งสิ้น เพราะว่าวิกฤติทางการเมือง ยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลง

แม้จะมีการพูดถึงการ “เจรจา” จากฝ่ายต่างๆ ก็ตาม

สำนักหนึ่งบอกว่า หากตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มแทนรัฐบาล “รักษาการ” ขณะนี้ไม่ได้ไปอีกหนึ่งไตรมาสหรือสองไตรมาส เศรษฐกิจไทยจะเข้าภาวะ “ถดถอย”

คุณอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงินของธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด บอกว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก อาจจะหดตัว 1.6% ในไตรมาสแรก และหดตัวอีก 0.3% ในไตรมาสสอง

หากตั้งรัฐบาลสำเร็จภายในไตรมาสสาม ก็อาจฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาได้ และเศรษฐกิจอาจจะกลับมาเร่งตัวได้ในไตรมาสที่สามและที่สี่

หากภาพออกมาเช่นนั้น ทั้งปีนี้เศรษฐกิจไทยอาจโตได้เพียง 2.4%

และหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับเป็นภาพเลวร้ายที่สุด ตั้งแต่เราเจอกับวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540

ถ้าปัญหาการเมืองยืดเยื้อออกไปอีก และไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ในไตรมาสที่สามล่ะ?

เตรียมตั้งรับกับคำว่า “เศรษฐกิจถดถอย” หรือ recession ได้เลย

คุณดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาคของธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองยังคงยืดเยื้อ และรัฐบาลไม่สามารถจัดตั้งได้ในไตรมาสที่สามของปีนี้ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2.9% ของปีก่อน

เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะถดถอยได้ หากไตรมาสแรกและไตรมาสสองติดลบติดต่อกัน แต่ ณ ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าจะถดถอยหรือไม่

ดัชนีหลายชุดหดตัวลงอย่างชัดเจนในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

เช่น ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน ติดลบ 1.5% จากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน เป็นไปตามภาวะการใช้จ่ายสินค้าคงทนที่ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะยานยนต์

การลงทุนภาคเอกชนหดตัว 8.6% เพราะผู้ประกอบการบางส่วนเลื่อนการลงทุนออกไป ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัว 6.4%

คุณสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) บอกว่า ถ้าถึงสิ้นปีแล้วยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 2% แม้ว่าส่วนตัวจะยังเชื่อมั่นว่าคงไม่ปล่อยให้ประเทศดิ่งลงไปเช่นนั้น

ความล่าช้าในการตั้งรัฐบาลมีผลชัดเจนประการหนึ่ง ที่ผู้คนเป็นห่วงเหมือนๆ กัน ก็คือ ผลต่อการจัดทำงบประมาณประจำปี 2558 ซึ่งหากไม่สามารถเบิกจ่ายงบได้ทันเดือนตุลาคมนี้ จะมีผลกระทบต่อไตรมาสสี่อย่างรุนแรง เพราะจะเบิกจ่ายได้เฉพาะงบประจำตามปกติเท่านั้น ไม่มีเม็ดเงินลงทุนใหม่ ซึ่งก็จะมีผลทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสพัฒนาประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมาก

อีกด้านหนึ่ง เมื่อไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ก็ไม่สามารถตั้งบอร์ดหรือคณะกรรมการได้ จึงไม่อาจจะอนุมัติกว่า 500 โครงการ ที่เสนอไปขณะนี้

ส่วนความหวังที่จะให้การส่งออกเป็นตัวช่วยนั้น ก็ยังไม่มีความแน่นอน เพราะหากว่าวิกฤติทางการเมืองในประเทศลากยาวออกไป ก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศที่สั่งซื้อของจากไทย เพราะกลัวว่าผู้ส่งออกไทยจะสามารถส่งของออกไปได้หรือไม่

ดังนั้น ความหวังที่จะให้ภาคส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เอาแน่ไม่ได้อีกเหมือนกัน

ในกรณีที่การส่งออกสามารถเป็นตัวดึงเศรษฐกิจไทยได้นั้น ก็ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 2.8% เท่านั้น

แย่ไปตามๆ กัน

คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการ สคศ. สรุปสั้นๆ ว่า

“ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจชัดเจนแล้ว... เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยดับลงทุกตัว...”

คุณ Chua Hak Bin นักเศรษฐกิจอาเซียน ประจำธนาคารอเมริกา ให้สัมภาษณ์กับ The Nation ว่า เพราะวิกฤติการเมืองไทย ทำให้นักลงทุนต่างประเทศหันไปอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เพราะสถานการณ์การเมืองของไทยยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติในเร็ววัน

แปลว่า เราได้กลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” แทน ฟิลิปปินส์...เรียบร้อยแล้ว