เราเห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศไทยวันนี้ ยังไม่จำเป็นที่รัฐบาลหรือใครก็แล้วแต่จะเรียกร้องให้สหประชาชาติ
หรือยูเอ็นเข้ามาไกล่เกลี่ยเจรจา เพราะปัญหาของไทยวันนี้ ยังไม่ใช่หน้าที่ของยูเอ็น เพราะเมื่อดูพันธกิจก่อนหน้านี้นั้น นานาชาติจะเข้าไปดูแลควบคุม นั้นรุนแรง ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งยังห่างไกลจากที่ประเทศเรากำลังขัดแย้งกันอยู่ แม้ว่าความขัดแย้งครั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 21 ราย แต่ก็อยู่ในวิสัยที่คนไทยด้วยกันยังสามารถหารือกันได้ หากเราตั้งใจจะหาทางออกให้ประเทศ เพราะหากย้อนดูความวุ่นวายทางการเมืองยูเครน หนักหนากว่าไทยหลายเท่า ยูเอ็นยังไม่เข้าไปก้าวก่ายแต่อย่างใด ดังนั้นการเรียกร้องให้นานาชาติเข้ามาจึง น่าจะหวังผลทางการเมือง มากกว่าจะเห็นการบรรลุการเจรจา
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557 สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ มีข้อเสนอคนกลางในการเจรจาแก้ปัญหาของประเทศ และเห็นว่า มุมมองของตนในฐานะประธานที่ปรึกษาศรส.และรมว.ต่างประเทศ คนกลางที่จะมาประสานให้เกิดการเจรจาได้ควรจะเป็นบัน คี มุน เลขาธิการยูเอ็น เพราะคือผู้ที่เป็นกลางจริง ๆ เนื่องจากคนในประเทศขณะนี้ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ไม่ว่าจะหยิบยกใครขึ้นมา ก็จะไม่เป็นคนกลางที่แท้จริง ซึ่งถ้าเป็นผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียก็น่าจะเป็นประโยชน์ แต่ทันทีที่ข้อเสนอนี้ออกไป สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ไม่เห็นด้วยกับการดึงยูเอ็น เข้ามา เพราะเห็นว่าคนกลาง นั้นควรเป็นเรื่องของคนในประเทศ พร้อมทั้งย้อนกลับถามว่า "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นคนไทยหรือเปล่า หากเป็นคนไทยเรื่องในประเทศต้องเจรจากันเองเท่านี้เรื่องก็จบ หากนายกฯต้องการเจรจาจริง ควรมีอำนาจตัดสินใจด้วยตัวเอง "
ทั้งนี้สวนดุสิตโพล สอบถามความเห็นประชาชนทั่วประเทศ ถึงกระแสข่าวที่จะมีการเจรจา ระหว่างนายกรัฐมนตรี กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และให้มีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ เพื่อให้ประชาชนได้ติดตามอย่างเปิดเผยโดยร้อยละ 91.79 เห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคน ประชาชนควรจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา ได้เห็นวิธีการเจรจา ลีลา ท่าทางในการพูดคุยของทั้งสองฝ่ายร้อยละ 79.07 ทั้งสองฝ่ายต้องมีความจริงใจในการเจรจาส่วนร้อยละ 43.23 ประชาชนมีความวิตกกังวลในการเจรจาไม่สำเร็จ ตกลงกันไม่ได้ จนอาจนำไปสู่ความรุนแรงขึ้น
อดัมคาเฮน ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานด้านความขัดแย้งกว่า 20 ปีกับ 25 ประเทศทั่วโลกเสนอแนะน่าสนใจว่า เมื่อสังคมเผชิญกับปัญหาที่มีความขัดแย้งสูงและซับซ้อนมากกว่าที่เคยประสบมา จะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการค่อยแก้ไปทีละเปลาะด้วยการบังคับหรือด้วยการประยุกต์เอาวิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ มาใช้ แต่ทางออกจากปัญหามีทางเดียวคือ ต้องคิดอย่างเป็นระบบและเป็นความคิดที่มาจากการมีส่วนร่วม
เขาบอกว่า เช่นเดียวกับการปฏิรูปประเทศในระดับโครงสร้างให้ได้ผล ต้องการมากกว่าข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป แต่ต้องการการลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง และต้องการความมีส่วนร่วมของทั้งฝ่ายรัฐบาลและองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐ
เราเห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศไทยวันนี้ คู่ความขัดแย้งที่อาจจะมากกว่า 1 ฝ่ายมีทิศทางทีดีขึ้นจากก่อนหน้า เพราะต่างเรียกร้องหาการเจรจา แม้ว่าเงื่อนไขที่แต่ละฝ่ายยืนเข้ามานั้น ยังเป็นไปได้ยาก แต่เมื่อประตูแห่งโอกาสเจรจาเปิดออกมา ย่อมเป็นนิมิตหมายอันดี ที่แต่ละฝ่ายต้องกลับมานั่งหารือกันว่า ปัญหาวันนี้ต้นต่อ สาเหตุอยู่ตรงไหน เราเพียงแต่หวังว่าทุกฝ่ายอย่านำเรื่องเจรจาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่มีความจริงจังในการแก้ปัญหา เพราะหากแต่ละกลุ่มคิดแบบนี้ ประตูแห่งโอกาสย่อมปิดในที่สุด ถึงตอนนั้นความรุนแรงอาจจะขยายเพิ่มมากขึ้น ยูเอ็นอาจจะเข้ามาโดยเราไม่ต้องเรียกร้องด้วยซ้ำ






