ทั้งสองฝ่ายบอกว่าพร้อมจะเจรจา... แต่มีเงื่อนไขที่อีกฝ่ายหนึ่งรับไม่ได้
ทั้งสองฝ่ายอ้างว่าอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญ
ทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าตนเป็น “ประชาธิปไตย” มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้บอกประชาชนคนไทยว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หากไม่มีการเจรจาที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ หรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของฝ่ายตน
แรกเริ่ม ทั้งฝ่ายรัฐบาลรักษาการ และ กปปส. ประกาศจะไม่มีการเจรจาเพราะฝ่ายตนต้องชนะสถานเดียว
ต่อมาเมื่อต่างฝ่ายต่างรู้ว่าอำนาจต่อรองของตนไม่ได้เบ็ดเสร็จ และชัยชนะไม่ใช่เพียงแค่วาทกรรม ก็เริ่มจะมีข่าวจะพร้อมจะเจรจากัน
แต่ก็เป็นเพียงข้อเสนอเจรจาที่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นเรื่องเก่าที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งมาตั้งแต่ต้น
นั่นคือเงื่อนไขฝ่ายรัฐบาลคือให้ กปปส. ยุติการชุมนุมและให้มีการเลือกตั้งต่อไป โดยอ้างว่านี่คือ “กรอบรัฐธรรมนูญ” และการเดินหน้าจะต้องไม่มีการ “ฉีกรัฐธรรมนูญ”
เงื่อนไขฝ่าย กปปส. คือให้ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออก และให้มี “นายกฯคนกลาง” มาทำหน้าที่แทน โดยอ้างเช่นกันว่านี่ก็อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ เพราะจะเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมือง จำเป็นต้องมีนายกฯที่ไม่ใช่นักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาทำหน้าที่
ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ว่าเป็นข้อเสนอที่อีกฝ่ายหนึ่งรับไม่ได้ เพราะยังไม่มีใครยอมใคร แต่ต้องการแสดงว่า “พร้อมจะเจรจา” เท่านั้น
แต่เป็นการเจรจาในเงื่อนไขของตนเอง
ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การเจรจาใด ๆ ที่จะบรรลุผลนั้น จะต้องเริ่มด้วยคู่กรณีต้องเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาโดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า
เพราะการเจรจาที่ได้ผลต้องเริ่มจากการยอมรับของทุกฝ่ายที่อยู่ในความขัดแย้งว่า ตนจะไม่ได้ในสิ่งที่ตนต้องการทั้งหมด จะต้องพร้อมสละเงื่อนไขบางประการ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องมีความตระหนักอย่างเดียวกัน
แต่ในกรณีของไทยวันนี้ ยังไม่ก้าวไปถึงจุดนั้น
ทั้งสองฝ่ายไม่อยู่ในฐานะที่จะตัดสินใจทำสงคราม “แตกหัก” แต่ก็เชื่อว่าตนเองยังไม่ถึงกับแพ้ เพราะปลอบใจตนเองว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังจะเพลี่ยงพล้ำ
การประเมินว่าฝ่ายไหนกำลังจะรุกหรือจะถอย ฟังจากถ้อยแถลงและวาทกรรมไม่ได้ ต้องสังเกตจากพฤติกรรมของ “ตัวละครเอก” ที่กำลังปรับกระบวนท่าอย่างมีนัยสำคัญไม่ว่าจะเป็นทหาร, ตำรวจ, กลุ่มการเมือง, และนักเคลื่อนไหวที่อยู่เบื้องหลังการพยายามจะจัดให้มีการเจรจาหลังฉากด้วยเงื่อนไขของทั้งสองฝ่ายที่ไม่ต้องการจะให้สาธารณชนได้รับทราบ
กรณีสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศยุบเวทีปราศรัยทั้งหมดมารวมกันที่สวนลุมฯ หรือที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ บอกว่าจะเจรจาต้องมีมากกว่าแค่สองคนเป็นเพียงปรากฏการณ์เล็ก ๆ ที่จะนำไปสู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญต่อการ “หาทางลง” ของทั้งสองฝ่าย
แต่ที่ประชาชนจะต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ข้อเรียกร้องสำคัญของคนไทยที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลนั้นคือการ “ปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง” ซึ่งดูเหมือนจะไม่อยู่ในเงื่อนไขใด ๆ ของทั้งสองฝ่ายในช่วงหลัง ๆ นี้เสียแล้ว
หากหัวใจของการเรียกร้องของประชาชนให้มีการปฏิรูปบ้านเมืองอย่างจริงจัง หายไปจากเงื่อนไขข้อต้น ๆ ของการเจรจา ก็ย่อมเป็นการทรยศต่อเจตนารมย์หลัก ของการเคลื่อนไหวของประชาชนอย่างชัดเจน
เพราะประเด็นของบ้านเมืองวันนี้ไม่ได้อยู่ที่คุณทักษิณ ต้องการจะได้อะไรเพื่อแลกกับการก้าวลงจากตำแหน่งของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ หรือคุณสุเทพ จะทำอย่างไรจึงจะได้ “นายกฯคนกลาง” ที่เป็นที่ยอมรับเท่านั้น หากแต่อยู่ที่ว่าก้าวเดินออกจากวิกฤตครั้งนี้ จะต้องมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การ “ปฏิรูป” ประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
การก้าวพ้นวิกฤตการเมืองไม่ได้อยู่ที่วาทกรรม หากแต่อยู่ที่เนื้อหาสาระที่ต่อรองไม่ได้ไม่ว่า จะเป็นฝ่ายใด...นั่นคือการปฏิรูปให้บ้านเมืองเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยในความหมายที่แท้จริง ไม่ว่ารูปแบบการเจรจาและข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นจะลงเอยกันอย่างไรก็ตาม
เพราะ “วิธีการพิเศษ” ที่ผู้บัญชาการทหารบกกล่าวถึงนั้นย่อมไม่อาจจะเรียกว่าเป็นการ “ปฏิรูป”ได้อย่างแน่นอน






