ถ้าเราจะพูดถึงภาพ หรือ มุมมอง ที่สามารถถ่ายทอดชีวิต ธรรมชาติ และ วิถีของมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตในโลกนี้
ผมเชื่อว่าเราหลายคนคงนึกถึงนิตยสารหรือสารคดีที่เป็นของสำนัก National Geographic โดยภาพที่เราได้เห็นจากสื่อสำนักนี้มักจะเป็นภาพในมุมมองที่แตกต่าง อลังการ น่าตื่นเต้น และคิดไม่ถึงว่าจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่บนโลกเราในบางครั้ง ซึ่งต้องยอมรับว่าบรรดาช่างภาพของ National Geographic สามารถเก็บอารมณ์ของสิ่งเหล่านี้และมาถ่ายทอดให้เราได้อย่างดีเยี่ยม
แน่นอนครับ สำหรับเครื่องมือหากินของบรรดาช่างภาพมือโปรเหล่านี้ ย่อมหนีไม่พ้นกล้องที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่มีความซับซ้อน ซึ่งโดยมากเรามักจะเห็นจากภาพก็คือเขาจะหิ้วกล้องขนาดใหญ่ติดตัวไปอย่างน้อยก็ 2-3 ตัวในแต่ละทริปเดินทาง แต่เมื่อปีที่แล้ว มีตากล้องของ National Geographic สองคน คือ Jim Richardson และ Stephen Alvarez ได้ลองทำในสิ่งที่ทั้งสองคนไม่เคยทำ และไม่แน่ใจว่าจะทำได้มาก่อน นั่นคือการนำเอาโทรศัพท์มือถืออย่าง iphone 5S และ Nokia Lumia 1020 ติดตัวไปในทริปเดินทางเพื่อถ่ายภาพนำส่งให้กับ National Geographic โดยนาย Jim เดินทางไปสกอตแลนด์ ส่วนนาย Stephen เดินทางไป Grand Canyon
ใช่ครับ การเดินทางของทั้งสองคงมีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อแสดงศักยภาพของกล้องที่ติดมากับโทรศัพท์มือถือทั้ง 2 แบรนด์ ว่าสามารถทำหน้าที่แทนกล้องระดับมืออาชีพได้อย่างไม่อายใคร ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นแคมเปญหนึ่งซึ่งน่าจะทำให้บรรดาผู้ผลิตกล้องถ่ายภาพดิจิทัลต้องให้ความสนใจและตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นพอสมควร
เมื่อปีที่แล้ว
จากสถิติที่อ่านๆ ดูทางหน้าหนังสือพิมพ์ เห็นมีตัวเลขที่บอกว่า ยอดขายของกล้องดิจิทัลตกลงทั่วโลกเกือบ 50% ซึ่งมีเหตุผลเดียวที่ชัดเจนคือถูกแทนที่ด้วยกล้องที่ติดมากับโทรศัพท์นั่นเอง อันนี้ถือเป็น classic case อย่างหนึ่งในโลกการตลาดปัจจุบันที่เราได้เห็นเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์อะไรบางอย่างที่มาทำหน้าที่ disrupt ของที่มีอยู่เดิมและแทนที่อย่างที่ไม่ได้คาดเดากันไว้ล่วงหน้ามาก่อน คล้ายๆ กับตอนที่ Kodak ต้องเกือบล่มสลายเพราะเทคโนโลยีของกล้องดิจิทัลเข้ามาแทนที่การถ่ายภาพด้วยฟิล์มแบบเดิมๆ เมื่อสิบปีก่อนนั่นแหละครับ
ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นความเคลื่อนไหวหลายๆ อย่างที่น่าจะคอนเฟิร์มได้ว่าอุตสาหกรรมและตลาดของกล้องดิจิทัลกำลังโดนท้าทายด้วย disruptive innovation ไม่ว่าจะเป็นการที่ facebook ยอมจ่ายเงินหลายหมื่นล้านบาทเพื่อซื้อกิจการของ Instagram หรือการที่แบรนด์กล้องยักษ์ใหญ่อย่าง Nikon หรือ Canon ต้องหลบทางให้กับแบรนด์อย่าง GoPro ซึ่งมีอายุไม่ถึงสิบปี ซึ่งถ้าเรามองกันอย่างลึกๆ จะเห็นได้ว่ามีบทเรียนหลายๆ อย่างที่โลกการตลาดได้เรียนรู้จากการ disrupt อุตสาหกรรมกล้องดิจิทัลในครั้งนี้
บทเรียนแรก คือ พยายามมองหาจุดประสงค์ของผู้บริโภคให้เจอ มองให้ลึกกว่าเดิม สำหรับในกรณีของอุตสาหกรรมกล้องดิจิทัล สิ่งที่ผู้บริโภคส่วนมากต้องการไม่ใช่ภาพถ่ายที่คมชัด มีคุณภาพสูงสุด นั่นอาจเป็นสิ่งที่มืออาชีพต้องการ แต่คนอย่างเราๆ ต้องการเพียงแค่ภาพที่เอามาแชร์ได้อย่างง่ายๆ รวดเร็ว และมีความชัดเจนเพียงพอ และเติมความสนุกด้วย application ในการปรับแต่งภาพอย่างรวดเร็วเพื่อส่งต่อให้เพื่อนๆ ได้ตื่นเต้นกัน หลายๆ ธุรกิจก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยวิธีคิดแบบนี้ เช่น airbnb.com ที่เข้ามา disrupt ตลาดโรงแรม โดยสร้างพื้นที่ให้ทั้งผู้เช่าห้องและปล่อยเช่าสามารถกำหนดกลไกตลาดอะไรบางอย่างเองได้ แทนที่จะต้องถูกบีบด้วยสิ่งที่ chain โรงแรมเป็นคนกำหนด
บทเรียนอย่างที่สองคือ บางครั้ง การจะชนะใจผู้บริโภคได้ ไม่จำเป็นต้อง exceed ความต้องการของพวกเขา สำหรับในกรณีของกล้อง ไม่ใช่ทุกคนจะมองหาความละเอียดสูงสุด หรือ ฟังก์ชันการทำงานแบบสุดโต่งที่แทบจะไม่ได้ใช้ในชีวิตจริง ซึ่งนี่เคยเป็นกับดักของแบรนด์กล้องยักษ์ใหญ่มาโดยตลอดในการแข่งขันกันเพื่อชิงลูกค้า
อย่างที่สาม ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่มองหาความง่าย มากกว่า คุณภาพในบางครั้ง กล้องที่ติดมากับโทรศัพท์มือถือคือความง่ายที่ติดตัวเราทุกคนอยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องหาสายคล้อง ไม่ต้องทำความสะอาด ไม่ต้องหนักในการหิ้ว และสามารถถ่ายภาพและแชร์ได้อย่างรวดเร็วในทันที
อย่างไรก็ตาม จากเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น อุบัติการณ์ทางสังคม ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในปีที่แล้ว และในปีนี้คือปรากฏการณ์ของการแสดงออกแบบ selfie ผมคิดว่านี่อาจเป็น disruption เล็กๆ ของตลาดโทรศัพท์มือถือ เพราะปัจจุบัน เรายังไม่ค่อยเห็นกล้องที่ติดอยู่ด้านหน้าของโทรศัพท์ที่มีคุณภาพดีเท่ากับกล้องตัวหลัก ทำให้โดยมากภาพ selfie ของพวกเราได้ยังมีคุณภาพในระดับที่ต่ำ และใครล่ะครับอยากที่จะให้ภาพที่เราคิดว่าแอคชั่นอย่างเก๋และเท่ห์ออกมาไม่ชัด จริงไหมครับ









