แนวโน้มที่จีดีพีไทยจะติดลบในไตรมาสแรก และต่อไปอีกหนึ่งไตรมาสถึงไตรมาสที่สองของปี 2557 นั้น ยังคงเป็นไปได้สูง
หลังจากที่เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจทั้ง 4 ตัว คือ การลงทุนของภาคเอกชน การบริโภคของครัวเรือน การใช้จ่ายของภาครัฐบาล และการส่งออกของประเทศ ล้วนแต่ตกอยู่ในภาวะอ่อนแอแทบทั้งสิ้น และยังถูกกระทบจากปัจจัยเสี่ยงของความขัดแย้งทางการเมืองที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลต่อผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจย่ำแย่ลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่ามกลางการแสดงความคิดเห็นข องนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเศรษฐกิจ ที่เชื่อว่า ภาพเศรษฐกิจโดยรวมปีนี้จะมีอัตราเติบโตที่ 3% ต่อปี หรืออาจจะต่ำลงไปถึง 2.7% และ 2.4% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ความตกต่ำทางเศรษฐกิจมากที่สุด จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกนี้ โดยนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) คาดการณ์ว่า จีดีพีจะมีอัตราติดลบถึง 1.6% และหากปัญหาการเมืองยังยืดเยื้อ จีดีพีจะติดลบอีกราว 0.6% ทำให้จีดีพีครึ่งปีแรกหดตัวลงถึง 1% จากปีก่อน
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์รายนี้หวังว่า ถ้าหากบรรยากาศทางการเมืองคลี่คลายมากขึ้น และสามารถลดความตึงเครียดลงได้ ทำให้กลับมามีการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง โดยมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศได้ ก็จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจขาลงได้ แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณเชิงลบมาตั้งแต่ปลายปี 2556 โดยมีภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นตัวกดดันสำคัญ ต่อกระแสเงินทุนไหลออกและเงินบาทอ่อนค่าลง รวมทั้งเกิดวิกฤติค่าเงินในตลาดเกิดใหม่หลายประเทศที่ต้องหันมาใช้การควบคุมเงินทุน (Capital Control) และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว จากสาเหตุที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ลดการอัดฉีดเงินผ่าน QE (Quantitative Easing) จากเดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ต้องจับตาความเสี่ยงของเฟด ว่าจะพิจารณาลด QE ต่อเนื่องอีกหรือไม่ ในวันที่ 18-19 มีนาคมนี้
ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจเดือนมกราคมนี้ว่า เศรษฐกิจโดยรวมหดตัวจากเดือนก่อนตามภาวะการส่งออกติดลบ 1.5% โดยที่การฟื้นตัวต้องขึ้นอยู่กับการส่งออกไปกลุ่มอาเซียนเป็นสําคัญ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองมากขึ้น ขยายตัวเพียง 0.1% เทียบกับปีที่แล้วทั้งปีเพิ่มขึ้น 19.6% ขณะเดียวกันครัวเรือนและธุรกิจยังระมัดระวังในการใช้จ่าย ส่งผลให้การบริโภคหดตัวลง 1.5% การลงทุนติดลบ 8.6% และการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังคงอ่อนแอโดยหดตัวถึง 6.4%
ในขณะนี้ มีการคาดหวังกันว่าผลลัพธ์ของเศรษฐกิจที่ติดลบชัดเจน แต่อาจจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและระยะสั้นๆ หากว่าท่าทีทางการเมืองของฝ่าย กปปส. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และฝ่ายของรัฐบาลรักษาการของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะไม่ปิดตายการเจรจา โดยยอมรับให้มีการเจรจาที่นำไปสู่ความเชื่อใจกันได้ เปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ก็จะเป็นความสำคัญช่วยลดความเสี่ยงของการเผชิญหน้าทางการเมือง ซึ่งจะนำไปสู่ความรุนแรงที่ส่งผลเลวร้ายต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยหลังจากนี้ไป เราก็จะเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ และลดความเสี่ยงต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
ท้ายที่สุด ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของไทย จึงตกอยู่ที่กลุ่มคนยากจนในสังคม ยังคงได้รับผลกระทบ โดยตรงอย่างมาก รวมไปถึงคนที่มีรายได้น้อยในเมือง จากการชะลอตัวของผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อรอประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ทั้งจากปัญหาการเมืองที่ลามกระทบเศรษฐกิจ ได้ทำให้เกิดเป็นปัญหาในภาคหนี้ครัวเรือน ที่พุ่งขึ้นถึง 9.4 ล้านล้านบาท หรือเท่ากับ 81% ของจีดีพี และกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอี นับแสนรายที่ต้องปิดกิจการไป









